กิจกรรมในวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 9 ธันวาคม 2552
การจัดกิจกรรมวันรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 9 ธันวาคม 2552 บริเวณเวที ที่โรงอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย มีนักศึกษาเข้าร่มกิจกรรม 2 สาขาด้วยกัน คือ สาขาวิชาสังคมศึกษา และรัฐประศาสนศาสตร์ โดยเริ่มจากในตอนเช้ามีการร่วมกันร้องเพลงชาติบริเวณหน้าเสาธง ที่วงเวียนภิรมรัตน์ จากนั้นก็จะมีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานที่โรงอาหาร อาจารย์ปนัดดากล่าวเปิดงาน บริเวณงานมีการจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ เช่น การแสดงโมเดลจำลองปัญหาโครงการมาบตาพุด กรณีความขัดแย้งเขาพระวิหาร นครรัฐปัตตานี เหล่านี้เป็นต้น ส่วนการแสดงบนเวที มีการร้องเพลงเปิดงานโดยน้องๆจากโรงเรียนสาธิต หลังจากนั้นก็เป็นการแสดงของโปรแกรม ร.ป.ศ.มีการแสดงละคร การแสดงร้องเพลง การอ่านบทกวี ต่อมาก็เป็นการแสดงของโปรแกรมสังคมศึกษา มีการจัดการแสดง 2 ชุด คือ การอ่านบทกวี เหตุการณ์ 14 ตุลา และการแสดงท่าทางประกอบเพลงขวานไทยใจหนึ่งเดียว และต่อจากนั้นก็มีการแสดงของโปรแกรม ร.ป.ศ.อีก เวลาประมาณ11.30 น.- 12.00 น.ก็เสร็จสิ้นกิจกรรมในช่วงเช้า
ช่วงบ่ายมีการจัดกิจกรรมที่ห้อง 941 คือมีการรับฟังการบรรยายจาก กกต. ในหัวข้อเรื่องประชาธิปไตย และมีโต้วาทีของนักศึกษา ร.ป.ศ. หน้าห้องมีการแจกเอกสารคู่มือในการเข้าร่วมกิจกรรมประกอบ
การจัดกิจกรรมวันรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีการแสดงของนักศึกษาชั้นปีต่าง ๆ ซึ่งการแสดงนั้นเน้นไปในทางปลุกใจให้เยาวชนเกิดจิตสำนึกให้เห็นความสำคัญของการปกครองแบบประชาธิปไตย ถือว่าเป็นการจัดกรรมที่ดี ให้ทั้งความรู้และความบันเทิง ความรู้ต่างๆสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียน และใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตประจำวันได้
กลุ่ม มาบตาพุด
งานที่รับผิดชอบ
1.ร่วมออกแบบโมเดลมาบตาพุด
2.จัดซื้ออุปกรณ์ในการทำโมเดล
3.จัดทำโมเดล
4. จัดป้ายนิเทศโครงการมาบตาพุด
5. เข้าร่วมกิจกรรมในวันงานรัฐธรรมนูญ
6.อ่านบทกลอน เหตุการณ์ 14 ตุลา บนเวที
( นางสาว กิตติยาวดี เทพทัศน์ เลขที่4 ห้อง ส.50 )
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
สิทธิตามรัฐธรรมของผู้สู่งอายุในการรับเบี้ยผู้สูงอายุ
สิทธิตามรัฐธรรมนูญของผุ้สูงอายุในการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2552 เรื่อยมา และโครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่เน้นให้เงินไหลลงสู่เงินประชาชนมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเกี่ยวข้องตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในมาตราต่อไปนี้คือ
ส่วนที่ 5 สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา 53 บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมแก่รัฐ
จุดแข็งของโครงการ
1. เป็นการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งจ่ายเงินให้อยู่ในมือประชาชน ให้มีการจับจ่ายใช้สอยกันทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
2. ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำไม่มีรายได้
จุดอ่อนของโครงการ
1. เงินงบประมาณไม่ได้ลงสู่ผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ
โดยหลักการของโครงการแล้ว มุ่งให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีลำบากยากจน แต่ด้วยที่รัฐบาลไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของผุ้สุงอายุที่จะได้รับช่วยเหลือไว้ ทำให้ผุ้สูงอายุทุกคนมีสิทธิได้รับเบี้ยดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีฐานะดีไม่ลำบากขัดสนด้วย ทำให้การดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และหลักการสมควรให้การช่วย2. ปัญหาในกระบวนการเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ยังมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในกระบวนการจัดการ เช่น จำนวนเงินและระยะเวลาในการโอนเงินไม่แน่นอน การถูกหักเงินเบี้ยยังชีพให้เป็นค่าพาหนะหรือค่าตอบแทนแก่ผู้นำหรือกรรมการที่ไปรับเงินมาให้ การขาดความรู้ความเข้าใจในการเปิดบัญชี ธนาคารในชื่อตนเอง จนส่งผลให้ไม่มีโอกาสตรวจสอบยอดเงินของตนเอง และไม่สามารถคุ้มครองสิทธิตนเองได้ การขาดการติดตามผล ขาดการตรวจสอบถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงาน และการขาดระบบสนับสนุนด้านระบบข้อมูลข่าวสาร3. ความพึงพอใจ ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยทุกคนมีความพอใจ แม้เงินที่ได้รับจะน้อยมากจนไม่เพียงพอต่อการยังชีพที่แท้จริงได้ สำหรับผู้สูงอายุยากจนแท้จริงที่ได้รับเบี้ย รู้สึกว่าตนมีหลักประกันมากขึ้น มีเครดิตทางสังคม มีศักดิ์ศรีในตนเองมากขึ้น เงินจำนวนดังกล่าวยังสามารถตอบสนองในเรื่องค่านิยม ความเชื่อและวัฒนธรรมของตน เช่น การเล่นการพนัน การทำบุญตักบาตร ทำกิจกรรมทางศาสนา4. การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ขาดกระบวนการแสวงหาและระดมการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเกือบทุกระดับ รวมถึงขาดการเสริมสร้างจิตสำนึกสวัสดิการในหมู่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทำให้จิตใจเพื่อการมีส่วนร่วมในชุมชนไม่มีพลัง
ข้อเสนอแนะ
ควรระบุคุณสมบัติของผู้สูงอายุที่ควรได้รับการช่วยเหลือไว้ให้ชัดเจน สิ่งสำคัญที่ใช้ในการกำหนดคือ รายได้ที่ได้รับ ทั้งนี้เพื่อให้เงินงบประมาณสามารถช่วยเหลือกลุ่มคนได้ตรงเป้าหมาย
นางสาวนริสรา อุปมา เลขที่ 14 ห้องสังคมศึกษา 50
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2552 เรื่อยมา และโครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่เน้นให้เงินไหลลงสู่เงินประชาชนมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเกี่ยวข้องตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในมาตราต่อไปนี้คือ
ส่วนที่ 5 สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา 53 บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมแก่รัฐ
จุดแข็งของโครงการ
1. เป็นการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งจ่ายเงินให้อยู่ในมือประชาชน ให้มีการจับจ่ายใช้สอยกันทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
2. ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำไม่มีรายได้
จุดอ่อนของโครงการ
1. เงินงบประมาณไม่ได้ลงสู่ผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ
โดยหลักการของโครงการแล้ว มุ่งให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีลำบากยากจน แต่ด้วยที่รัฐบาลไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของผุ้สุงอายุที่จะได้รับช่วยเหลือไว้ ทำให้ผุ้สูงอายุทุกคนมีสิทธิได้รับเบี้ยดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีฐานะดีไม่ลำบากขัดสนด้วย ทำให้การดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และหลักการสมควรให้การช่วย2. ปัญหาในกระบวนการเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ยังมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในกระบวนการจัดการ เช่น จำนวนเงินและระยะเวลาในการโอนเงินไม่แน่นอน การถูกหักเงินเบี้ยยังชีพให้เป็นค่าพาหนะหรือค่าตอบแทนแก่ผู้นำหรือกรรมการที่ไปรับเงินมาให้ การขาดความรู้ความเข้าใจในการเปิดบัญชี ธนาคารในชื่อตนเอง จนส่งผลให้ไม่มีโอกาสตรวจสอบยอดเงินของตนเอง และไม่สามารถคุ้มครองสิทธิตนเองได้ การขาดการติดตามผล ขาดการตรวจสอบถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงาน และการขาดระบบสนับสนุนด้านระบบข้อมูลข่าวสาร3. ความพึงพอใจ ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยทุกคนมีความพอใจ แม้เงินที่ได้รับจะน้อยมากจนไม่เพียงพอต่อการยังชีพที่แท้จริงได้ สำหรับผู้สูงอายุยากจนแท้จริงที่ได้รับเบี้ย รู้สึกว่าตนมีหลักประกันมากขึ้น มีเครดิตทางสังคม มีศักดิ์ศรีในตนเองมากขึ้น เงินจำนวนดังกล่าวยังสามารถตอบสนองในเรื่องค่านิยม ความเชื่อและวัฒนธรรมของตน เช่น การเล่นการพนัน การทำบุญตักบาตร ทำกิจกรรมทางศาสนา4. การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ขาดกระบวนการแสวงหาและระดมการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเกือบทุกระดับ รวมถึงขาดการเสริมสร้างจิตสำนึกสวัสดิการในหมู่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทำให้จิตใจเพื่อการมีส่วนร่วมในชุมชนไม่มีพลัง
ข้อเสนอแนะ
ควรระบุคุณสมบัติของผู้สูงอายุที่ควรได้รับการช่วยเหลือไว้ให้ชัดเจน สิ่งสำคัญที่ใช้ในการกำหนดคือ รายได้ที่ได้รับ ทั้งนี้เพื่อให้เงินงบประมาณสามารถช่วยเหลือกลุ่มคนได้ตรงเป้าหมาย
นางสาวนริสรา อุปมา เลขที่ 14 ห้องสังคมศึกษา 50
วันรัฐธรรมนูญ
วันรัฐธรรมนูญ
ในวันที่10 ธันวาคม จะเป็นวันรัฐธรรมนูญก็ได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นในวันที่ 9 ในวันรัฐธรรมนูญก็ได้มีเอก ร.ป.ส คณะมนุษย์และสังคมศาสตร์ และวิชาเอกสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มีการจัดกิจรรมต่าง ๆหลายกิจกรรมภายในบริเวณโรงอาหาร ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และได้มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น การจัดโมวเดล เกี่ยวกับ มาบตาพุด มรดกโลกเขาพระวิหาร นครรัฐปัตตานี เป็นต้น แต่ก่อนที่จะจัดกิจกรรมก็ได้มีการร้องเพลงชาติหน้าเสาธง ในเวลา 08:00 น จากนั้นก็จะมีพิธีการเปิดงานโดย อาจารย์ ปนัดดา จะเป็นผู้กล่าวเปิดพิธี จากนั้นจะเป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญ กิจกรรมของห้อง สังคมศึกษาก็จะแบ่งเป็น 2 กิจกรรม โดยกิจกรรมแรกจะเป็นของ ร.ป.ส ก่อนตามคิวไปเรื่อย ๆ จนถึงคิวของห้องสังคมศึกษา กลุ่มแรกจะเป็นการอ่านบทกวีเกี่ยวกับ เหตุการณ์ 14 ตุลา อีกกิจกรรมหนึ่งก็จะเป็นการ ร้องเพลง ขวานไทยใจหนึ่งเดียว พร้อมด้วยภาพประกอบ จากนั้นจะเป็นกิจกรรมอื่นอีกเยอะอย่างเช่น การอ่านบมกวี การแสดงละคร เป็นต้น กิจกรรมในช่วงนี้ก็จะเสร็จสิ้นประมาณ 11:30-12:00 จากนั้นก็จะเป็นการบรรยายในชั้น 4 อาคาร 9 จากวิทยากร ก็จะมีนักศึกษาได้เข้าไปรับฟังการบรรยายในหัวข้อเรื่อง เวทีประชาธิปไตย จากวิทยากร ด้านหน้าห้อง 941ก็จะมีคู่มือแจกให้ก่อนการเข้าไปรับฟังในห้อง ก็จะเป็นของเรื่องคู่มือประชาชนเลือกตั้งท้องถิ่น และท้องถิ่นก้าวไกล ร่วมใจไปใช้สิทธิ ไม่คิดขายเสียงก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ดีไม่ขายเสียงและก็จะมีการประเมินผลการสัมนาด้วย กิจกรมในวันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ดีมีสาระนักศึกษาทุกคนส่วนมากก็จะมีความร่วมมือกันดีได้มีกิจกรรมเรื่องราวต่าง ๆ ที่แสดงบนเวทีให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ พี่ ๆ ได้ชมกันผลงานที่ออกมาก็เป็นที่พึงพอในหมู่เพื่อน ๆ
นางสาว นริสรา อุปมา สังคมศึกษา เลขที่ 14
ในวันที่10 ธันวาคม จะเป็นวันรัฐธรรมนูญก็ได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นในวันที่ 9 ในวันรัฐธรรมนูญก็ได้มีเอก ร.ป.ส คณะมนุษย์และสังคมศาสตร์ และวิชาเอกสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มีการจัดกิจรรมต่าง ๆหลายกิจกรรมภายในบริเวณโรงอาหาร ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และได้มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น การจัดโมวเดล เกี่ยวกับ มาบตาพุด มรดกโลกเขาพระวิหาร นครรัฐปัตตานี เป็นต้น แต่ก่อนที่จะจัดกิจกรรมก็ได้มีการร้องเพลงชาติหน้าเสาธง ในเวลา 08:00 น จากนั้นก็จะมีพิธีการเปิดงานโดย อาจารย์ ปนัดดา จะเป็นผู้กล่าวเปิดพิธี จากนั้นจะเป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญ กิจกรรมของห้อง สังคมศึกษาก็จะแบ่งเป็น 2 กิจกรรม โดยกิจกรรมแรกจะเป็นของ ร.ป.ส ก่อนตามคิวไปเรื่อย ๆ จนถึงคิวของห้องสังคมศึกษา กลุ่มแรกจะเป็นการอ่านบทกวีเกี่ยวกับ เหตุการณ์ 14 ตุลา อีกกิจกรรมหนึ่งก็จะเป็นการ ร้องเพลง ขวานไทยใจหนึ่งเดียว พร้อมด้วยภาพประกอบ จากนั้นจะเป็นกิจกรรมอื่นอีกเยอะอย่างเช่น การอ่านบมกวี การแสดงละคร เป็นต้น กิจกรรมในช่วงนี้ก็จะเสร็จสิ้นประมาณ 11:30-12:00 จากนั้นก็จะเป็นการบรรยายในชั้น 4 อาคาร 9 จากวิทยากร ก็จะมีนักศึกษาได้เข้าไปรับฟังการบรรยายในหัวข้อเรื่อง เวทีประชาธิปไตย จากวิทยากร ด้านหน้าห้อง 941ก็จะมีคู่มือแจกให้ก่อนการเข้าไปรับฟังในห้อง ก็จะเป็นของเรื่องคู่มือประชาชนเลือกตั้งท้องถิ่น และท้องถิ่นก้าวไกล ร่วมใจไปใช้สิทธิ ไม่คิดขายเสียงก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ดีไม่ขายเสียงและก็จะมีการประเมินผลการสัมนาด้วย กิจกรมในวันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ดีมีสาระนักศึกษาทุกคนส่วนมากก็จะมีความร่วมมือกันดีได้มีกิจกรรมเรื่องราวต่าง ๆ ที่แสดงบนเวทีให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ พี่ ๆ ได้ชมกันผลงานที่ออกมาก็เป็นที่พึงพอในหมู่เพื่อน ๆ
นางสาว นริสรา อุปมา สังคมศึกษา เลขที่ 14
งานชิ้นที่ 3 เบี้ยยังชีพสงเคราะห์คนชรา
เบี้ยยังชีพสงเคราะห์คนชรา
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2552 เรื่อยมา และโครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่เน้นให้เงินไหลลงสู่เงินประชาชนมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการนี้มีปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ผู้สูงอายุที่มีความลำบากมากจริง ๆ อาจจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในส่วนนี้ เช่นผู้สูงอายุชราภาพมากร่างกายอ่อนแอ หรือผู้สูงอายุที่อยู่ห่างไกล มีความลำบากด้านการคมนาคม ผู้สูงอายุเหล่านี้อาจไม่ได้รับทราบข่าวสารจากทางการหรือมีความลำบากในการมารับเบี้ยยังชีพ ฯ ปัญหาในส่วนนี้ทำให้ภาครัฐไม่สามารถให้การช่วยเหลือราษฏรได้อย่างทั่วถึง ซึ่งแนวทางในการแก้ไขนั้น รัฐบาลควรที่จะจัดสรรบุคลากรสำหรับการดำเนินการส่วนนี้เป็นพิเศษ เช่น การให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่นำเงินช่วยเหลือไปมอบให้ผู้สูงอายุที่ลำบากมากตามสมควรแล้วแต่ละกรณีจนถึงที่พักอาศัยโดยไม่ต้องให้มารับที่หน่วยงานหรือโอนผ่านบัญชีธนาคาร
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 โดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ในมาตราต่อไปนี้คือ
รัฐธรรมนูญหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชาวไทย
ส่วนที่ 9 สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา 53 บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
จากบทบัญญัติในข้อนี้ สังเกตได้ว่าผู้สูงอายุย่อมได้รับสวัสดิการจากรัฐ ผู้ที่จะได้รับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลในโครงการนี้คือ จะต้องเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปทั้งชายและหญิง และเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิต จึงจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
จะเห็นได้ว่า นโยบายการให้เบี้ยยังชีพคนชรานี้ มุ่งที่จะเสริมสร้างความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นซึ่งมีการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ความเป็นจริงแล้วข้าพเจ้ามองว่าการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ เพียงเดือนละ 500 บาท นั้นไม่เพียงพอกับการใช้จ่ายของผู้สูงอายุในแต่ละเดือน และไม่สามารถที่จะสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างถาวรแก่ผู้สูงอายุได้
( ผู้เขียน นางสาว กิตติยาวดี เทพทัศน์ เลขที่ 4 ห้อง ส. 50 )
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2552 เรื่อยมา และโครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่เน้นให้เงินไหลลงสู่เงินประชาชนมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการนี้มีปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ผู้สูงอายุที่มีความลำบากมากจริง ๆ อาจจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในส่วนนี้ เช่นผู้สูงอายุชราภาพมากร่างกายอ่อนแอ หรือผู้สูงอายุที่อยู่ห่างไกล มีความลำบากด้านการคมนาคม ผู้สูงอายุเหล่านี้อาจไม่ได้รับทราบข่าวสารจากทางการหรือมีความลำบากในการมารับเบี้ยยังชีพ ฯ ปัญหาในส่วนนี้ทำให้ภาครัฐไม่สามารถให้การช่วยเหลือราษฏรได้อย่างทั่วถึง ซึ่งแนวทางในการแก้ไขนั้น รัฐบาลควรที่จะจัดสรรบุคลากรสำหรับการดำเนินการส่วนนี้เป็นพิเศษ เช่น การให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่นำเงินช่วยเหลือไปมอบให้ผู้สูงอายุที่ลำบากมากตามสมควรแล้วแต่ละกรณีจนถึงที่พักอาศัยโดยไม่ต้องให้มารับที่หน่วยงานหรือโอนผ่านบัญชีธนาคาร
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 โดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ในมาตราต่อไปนี้คือ
รัฐธรรมนูญหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชาวไทย
ส่วนที่ 9 สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา 53 บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
จากบทบัญญัติในข้อนี้ สังเกตได้ว่าผู้สูงอายุย่อมได้รับสวัสดิการจากรัฐ ผู้ที่จะได้รับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลในโครงการนี้คือ จะต้องเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปทั้งชายและหญิง และเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิต จึงจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
จะเห็นได้ว่า นโยบายการให้เบี้ยยังชีพคนชรานี้ มุ่งที่จะเสริมสร้างความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นซึ่งมีการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ความเป็นจริงแล้วข้าพเจ้ามองว่าการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ เพียงเดือนละ 500 บาท นั้นไม่เพียงพอกับการใช้จ่ายของผู้สูงอายุในแต่ละเดือน และไม่สามารถที่จะสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างถาวรแก่ผู้สูงอายุได้
( ผู้เขียน นางสาว กิตติยาวดี เทพทัศน์ เลขที่ 4 ห้อง ส. 50 )
วันรัฐธรรมนูญ
ชื่อกลุ่ม มาบตาพุด
งานที่รับผิดชอบในกลุ่ม
1.ออกแบบร่วมกับกลุ่มทำโมเดลมาบตาพุด
2.ซื้อวัสดุและอุปกรณ์
3.ร่วมกับกลุ่มจัดทำโมเดลมาบตาพุด
4.การแสดงกล่าวบทกลอน
ก่อนหน้าวันที่จะจัดงานวันรัฐธรรมนูญก็ร่วมกับเพื่อนๆสมาชิกในกลุ่มจัดทำโมเดลมาบตาพุด ในงานวันรัฐธรรมนูญ ในวันที่จัดงานวันรัฐธรรมนูญวันนั้นในช่วงตอนเช้าก็จะมีร่วมร้องเพลงชาติในวงเวียนภิรมย์รัตน์ เวลา 08.00น. การลงทะเบียนและการเปิดพิธี รวมไปถึงได้มีการจัดแสดงผลงานต่างๆ ของสาขาสังคมศึกษาและสาขารัฐประศาสนศาสตร์ โดยที่มีทั้งการจัดบอร์ดและการจัดแสดงเป็นโมเดลทั้งเขาพระวิหาร มาบตราพุด รวมไปถึงการวาดเรื่องราวออกมาเป็นภาพโปสเตอร์ต่างๆและรวมไปถึงในวันงานนั้นก็มีการจัดการแสดงทั้งละคร การอ่านบทกวี และรวมไปถึงการเต้นจินตลีลา บรรยากาศภายในงานก็มีผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก และในการจัดงานในครั้งนี้เราก็ได้ทั้งความสนุกและก็ความรู้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว และในช่วงของตอนบ่ายก็จะเป็นการลงทะเบียนและรับใบความรู้ และเข้าไปฟังการเสวนาที่จัดขึ้นเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญซึ่งในช่วงบรรยากาศในตอนบ่ายนี้จะเป็นการเน้นในเรื่องของทางด้านวิชาการ ซึ่งจะแตกต่างกับในช่วงตอนเช้าที่มีการแสดง ซึ่งในภาพโดยรวมแล้วนั้นในวันรัฐธรรมนูญนี้ก็ทำให้เราได้รับความรู้ รวมไปถึงความสนุกและก็ได้ฝึกการทำงานร่วมกับกลุ่มได้เป้นอย่างดีอีกด้วย
นางสาว แอนนา กลับสติ ห้อง ส.50 เลขที่ 43
งานที่รับผิดชอบในกลุ่ม
1.ออกแบบร่วมกับกลุ่มทำโมเดลมาบตาพุด
2.ซื้อวัสดุและอุปกรณ์
3.ร่วมกับกลุ่มจัดทำโมเดลมาบตาพุด
4.การแสดงกล่าวบทกลอน
ก่อนหน้าวันที่จะจัดงานวันรัฐธรรมนูญก็ร่วมกับเพื่อนๆสมาชิกในกลุ่มจัดทำโมเดลมาบตาพุด ในงานวันรัฐธรรมนูญ ในวันที่จัดงานวันรัฐธรรมนูญวันนั้นในช่วงตอนเช้าก็จะมีร่วมร้องเพลงชาติในวงเวียนภิรมย์รัตน์ เวลา 08.00น. การลงทะเบียนและการเปิดพิธี รวมไปถึงได้มีการจัดแสดงผลงานต่างๆ ของสาขาสังคมศึกษาและสาขารัฐประศาสนศาสตร์ โดยที่มีทั้งการจัดบอร์ดและการจัดแสดงเป็นโมเดลทั้งเขาพระวิหาร มาบตราพุด รวมไปถึงการวาดเรื่องราวออกมาเป็นภาพโปสเตอร์ต่างๆและรวมไปถึงในวันงานนั้นก็มีการจัดการแสดงทั้งละคร การอ่านบทกวี และรวมไปถึงการเต้นจินตลีลา บรรยากาศภายในงานก็มีผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก และในการจัดงานในครั้งนี้เราก็ได้ทั้งความสนุกและก็ความรู้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว และในช่วงของตอนบ่ายก็จะเป็นการลงทะเบียนและรับใบความรู้ และเข้าไปฟังการเสวนาที่จัดขึ้นเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญซึ่งในช่วงบรรยากาศในตอนบ่ายนี้จะเป็นการเน้นในเรื่องของทางด้านวิชาการ ซึ่งจะแตกต่างกับในช่วงตอนเช้าที่มีการแสดง ซึ่งในภาพโดยรวมแล้วนั้นในวันรัฐธรรมนูญนี้ก็ทำให้เราได้รับความรู้ รวมไปถึงความสนุกและก็ได้ฝึกการทำงานร่วมกับกลุ่มได้เป้นอย่างดีอีกด้วย
นางสาว แอนนา กลับสติ ห้อง ส.50 เลขที่ 43
นโยบายให้เรียนฟรี 15 ปี
ให้นักศึกษาวิเคราะห์ว่า “ การที่รัฐบาลมีนโยบายให้เรียนฟรี 15 ปี ” ให้วิเคราะห์ว่ามีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญคุ้มครองในเรื่องนี้
ในรัฐธรรมนูญมาตราที่ ๔๙ ได้กล่าวไว้ว่า สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐ จะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิ ตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กล่าวว่ารัฐบาลจัดให้เรียนฟรีไม่น้อยกว่า 15 ปีที่แท้ที่จริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะว่าเมื่อรัฐบาลมีนโยบายนี้ออกมาแบบนั้นก็มีผลส่งมาถึงโรงเรียนหรือสถานศึกษา ทางโรงเรียนก็อาจจะจัดให้เด็กเรียนฟรีก็จริงแต่อาจจะเลือกเด็กที่มีคุณภาพ เพราะว่าถ้าพูดกันตามเหตุผลแล้ว ทางโรงเรียนคงไม่กล้าเอาเงินส่วนนึงไปลงทุนเพราะคงคิดว่าเมื่อผลที่อออกมานี้ได้ไม่คุ้มเสียบางทีเด็กที่ไม่มีเงินอาจจะได้เรียน แต่บางทีเด็กที่ไม่มีเงินอาจจะไม่มีสิทธิตรงนี้เลยก็ได้ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปถึงตรงจุดๆนี้ปัญหาที่รัฐบาลพบมีแค่ในเมืองใหญ่หรือในกรุงเทพเท่านั้น แต่อีกหลายพื้นที่เด็กไม่ได้ใช้สิทธิตรงนี้เลยอยากให้นโยบายนี้เข้มแข็งและส่งผลให้ถึงพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญด้วย
นางสาว แอนนา กลับสติ ห้อง ส. 50 เลขที่ 43
ในรัฐธรรมนูญมาตราที่ ๔๙ ได้กล่าวไว้ว่า สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐ จะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิ ตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กล่าวว่ารัฐบาลจัดให้เรียนฟรีไม่น้อยกว่า 15 ปีที่แท้ที่จริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะว่าเมื่อรัฐบาลมีนโยบายนี้ออกมาแบบนั้นก็มีผลส่งมาถึงโรงเรียนหรือสถานศึกษา ทางโรงเรียนก็อาจจะจัดให้เด็กเรียนฟรีก็จริงแต่อาจจะเลือกเด็กที่มีคุณภาพ เพราะว่าถ้าพูดกันตามเหตุผลแล้ว ทางโรงเรียนคงไม่กล้าเอาเงินส่วนนึงไปลงทุนเพราะคงคิดว่าเมื่อผลที่อออกมานี้ได้ไม่คุ้มเสียบางทีเด็กที่ไม่มีเงินอาจจะได้เรียน แต่บางทีเด็กที่ไม่มีเงินอาจจะไม่มีสิทธิตรงนี้เลยก็ได้ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปถึงตรงจุดๆนี้ปัญหาที่รัฐบาลพบมีแค่ในเมืองใหญ่หรือในกรุงเทพเท่านั้น แต่อีกหลายพื้นที่เด็กไม่ได้ใช้สิทธิตรงนี้เลยอยากให้นโยบายนี้เข้มแข็งและส่งผลให้ถึงพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญด้วย
นางสาว แอนนา กลับสติ ห้อง ส. 50 เลขที่ 43
กลุ่มเสื้อเหลือง-เสื้อแดง
กลุ่มเสื้อเหลือง-เสื้อแดง
การที่มีการชุมนุมบุคคลในกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง เป็นการอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตราใดและจริงหรือไม่กับคำกล่าวนี้?
กรณีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มเสื้อแดง ทั้ง 2 กลุ่มนี้อ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามมาตราในรัฐธรรมนูญดังนี้ ประการแรกการอ้างสิทธิในการชุมนุมจะต้องเป็นการอ้างสิทธิโดยชอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญมาตรา 28 วรรคแรก ได้วางหลักในการอ้างสิทธิว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคมที่ประชาชนตกลงว่าให้เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐเพื่อให้สังคมสงบสุข มีระเบียบแบบแผนในการปกครองประเทศ ตลอดจนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐ การอ้างสิทธิเสรีภาพใดๆที่ได้รับการรับรองไว้จึงต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นเอง หากการอ้างสิทธิ์นั้นเป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญก็เท่ากับว่าเป็นการขัดแย้งกับเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ประการที่สองการชุมนุมจะต้องเป็นการใช้เสรีภาพตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดเสรีภาพในการชุมนุมไว้ในมาตรา 63 “มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือ ในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”
ประการที่สามการชุมนุมจะต้องคำนึงถึงหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพต่างๆจะได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉันใดในทางกลับกันประชาชนก็จะมี“หน้าที่” ต่อรัฐฉันนั้น เมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ของประชาชนตามมาตรา คือ มาตรา 71 และ มาตรา 74รัฐธรรมนูญปัจจุบันจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ของพลเมืองไว้ในหมวด 4 เพียง 5 มาตรา (มาตรา 70-74) และหากพิจารณาหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญกับเสรีภาพในการชุมนุมแล้วจะพบมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงอยู่ 2
“มาตรา 71 บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย
มาตรา 74 บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมอำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิขอให้บุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือผู้บังคับบัญชาของบุคคลดังกล่าว ชี้แจง แสดงเหตุผล และขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้”
จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้กลุ่มของเสื้อเหลือง- แดงได้อ้างมาตราตามรัฐธรรมนูญจริงอยู่แต่ว่าในด้านพฤติกรรมต่างๆนั้นไม่ได้เป็นไปในแนวทางที่อ้างตามรัฐธรรมนูญนี้ดังจะเห็นได้จากการที่มีเหตุการณ์เรียกร้องทางการเมืองที่ผ่านมาของฝ่าย “เสื้อเหลือง” หรือ “เสื้อแดง” ต่างก็มิได้อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทั้งสองฝ่ายนั้นดำเนินการชุมนุมไปโดย “ไม่สงบและไม่ปราศจากอาวุธ” ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 63 รับรองและคุ้มครองให้ เพราะภาพข่าวที่ออกมาแบบรายวันเห็นได้ชัดว่าแต่ละฝ่ายมีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธเล็กน้อยอย่างไม้ เหล็ก หนังสะติ๊ก ตลอดจนไปถึงอาวุธหนักอย่างปืนหรือระเบิดชนิดต่างๆ ที่สำคัญคือ วิธีการดำเนินการชุมนุม กล่าวคือ การเข้าปิดล้อม หรือบุกยึดสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้ยุทธการไปบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลารวมถึง 9 วัน อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นอย่างร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และกับเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่ “กลุ่มเสื้อแดง” ไปดำเนินการปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภาเพื่อต้องการกันมิให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลออกนอกรัฐสภาได้ โดยผมขอสันนิษฐานไว้ในเบื้องต้นไว้ก่อนว่า “กลุ่มเสื้อแดง” ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามิอาจกระทำได้เนื่องจากกลุ่มตนเองก็ดำเนินการเรียกร้องและประณามการกระทำของ “กลุ่มเสื้อเหลือง”มาก่อนหน้านี้ เราต้องยอมรับกันว่าการชุมนุมที่ผ่านมาเกิดจากการปลุกเร้าของแกนนำที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปลุกระดม มิได้คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญมาตรา 28 ก็บัญญัติไว้โดยประจักษ์ชัดว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพ สามารถใช้ได้เท่าที่ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปแล้ว โดยหลัก เกิดจากการแกนนำของการชุมนุมโดยมิอาจจะปฏิเสธได้ ก็คือการที่นักวิชาการ สส. สว. องค์กรต่างๆ ออกมาให้ความเห็นต่างๆนาๆ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง แต่ท่านเหล่านั้นก็มิได้ให้ความเคารพในกฎหมาย กล่าวคือ บุคคลดังกล่าวต่างก็ออกมาให้ความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนฝ่ายตนเอง หลายครั้งเป็นการบิดเบือนต่อหลักกฎหมาย หลายครั้งก็มองข้ามกฎหมายไป แทนที่จะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของหลักกฎหมาย ดังนั้นจากการกระทำดังกล่าวของทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงนี้เป็นเพียงแค่การอ้างในคำพูดเพียงเท่านั้นและก็มิได้กระทำตามอย่างที่ตามมาตราของรัฐธรรมนูญซึ่งได้อ้างไว้
จัดทำโดย
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้อง ส.50 เลขที่ 35
กรณีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มเสื้อแดง ทั้ง 2 กลุ่มนี้อ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามมาตราในรัฐธรรมนูญดังนี้ ประการแรกการอ้างสิทธิในการชุมนุมจะต้องเป็นการอ้างสิทธิโดยชอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญมาตรา 28 วรรคแรก ได้วางหลักในการอ้างสิทธิว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคมที่ประชาชนตกลงว่าให้เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐเพื่อให้สังคมสงบสุข มีระเบียบแบบแผนในการปกครองประเทศ ตลอดจนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐ การอ้างสิทธิเสรีภาพใดๆที่ได้รับการรับรองไว้จึงต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นเอง หากการอ้างสิทธิ์นั้นเป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญก็เท่ากับว่าเป็นการขัดแย้งกับเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ประการที่สองการชุมนุมจะต้องเป็นการใช้เสรีภาพตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดเสรีภาพในการชุมนุมไว้ในมาตรา 63 “มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือ ในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”
ประการที่สามการชุมนุมจะต้องคำนึงถึงหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพต่างๆจะได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉันใดในทางกลับกันประชาชนก็จะมี“หน้าที่” ต่อรัฐฉันนั้น เมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ของประชาชนตามมาตรา คือ มาตรา 71 และ มาตรา 74รัฐธรรมนูญปัจจุบันจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ของพลเมืองไว้ในหมวด 4 เพียง 5 มาตรา (มาตรา 70-74) และหากพิจารณาหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญกับเสรีภาพในการชุมนุมแล้วจะพบมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงอยู่ 2
“มาตรา 71 บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย
มาตรา 74 บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมอำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิขอให้บุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือผู้บังคับบัญชาของบุคคลดังกล่าว ชี้แจง แสดงเหตุผล และขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้”
จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้กลุ่มของเสื้อเหลือง- แดงได้อ้างมาตราตามรัฐธรรมนูญจริงอยู่แต่ว่าในด้านพฤติกรรมต่างๆนั้นไม่ได้เป็นไปในแนวทางที่อ้างตามรัฐธรรมนูญนี้ดังจะเห็นได้จากการที่มีเหตุการณ์เรียกร้องทางการเมืองที่ผ่านมาของฝ่าย “เสื้อเหลือง” หรือ “เสื้อแดง” ต่างก็มิได้อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทั้งสองฝ่ายนั้นดำเนินการชุมนุมไปโดย “ไม่สงบและไม่ปราศจากอาวุธ” ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 63 รับรองและคุ้มครองให้ เพราะภาพข่าวที่ออกมาแบบรายวันเห็นได้ชัดว่าแต่ละฝ่ายมีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธเล็กน้อยอย่างไม้ เหล็ก หนังสะติ๊ก ตลอดจนไปถึงอาวุธหนักอย่างปืนหรือระเบิดชนิดต่างๆ ที่สำคัญคือ วิธีการดำเนินการชุมนุม กล่าวคือ การเข้าปิดล้อม หรือบุกยึดสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้ยุทธการไปบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลารวมถึง 9 วัน อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นอย่างร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และกับเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่ “กลุ่มเสื้อแดง” ไปดำเนินการปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภาเพื่อต้องการกันมิให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลออกนอกรัฐสภาได้ โดยผมขอสันนิษฐานไว้ในเบื้องต้นไว้ก่อนว่า “กลุ่มเสื้อแดง” ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามิอาจกระทำได้เนื่องจากกลุ่มตนเองก็ดำเนินการเรียกร้องและประณามการกระทำของ “กลุ่มเสื้อเหลือง”มาก่อนหน้านี้ เราต้องยอมรับกันว่าการชุมนุมที่ผ่านมาเกิดจากการปลุกเร้าของแกนนำที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปลุกระดม มิได้คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญมาตรา 28 ก็บัญญัติไว้โดยประจักษ์ชัดว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพ สามารถใช้ได้เท่าที่ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปแล้ว โดยหลัก เกิดจากการแกนนำของการชุมนุมโดยมิอาจจะปฏิเสธได้ ก็คือการที่นักวิชาการ สส. สว. องค์กรต่างๆ ออกมาให้ความเห็นต่างๆนาๆ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง แต่ท่านเหล่านั้นก็มิได้ให้ความเคารพในกฎหมาย กล่าวคือ บุคคลดังกล่าวต่างก็ออกมาให้ความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนฝ่ายตนเอง หลายครั้งเป็นการบิดเบือนต่อหลักกฎหมาย หลายครั้งก็มองข้ามกฎหมายไป แทนที่จะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของหลักกฎหมาย ดังนั้นจากการกระทำดังกล่าวของทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงนี้เป็นเพียงแค่การอ้างในคำพูดเพียงเท่านั้นและก็มิได้กระทำตามอย่างที่ตามมาตราของรัฐธรรมนูญซึ่งได้อ้างไว้
จัดทำโดย
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้อง ส.50 เลขที่ 35
วันรัฐธรรมนูญ
ชื่อกลุ่ม มาบตราพุด
หน้าที่ความรับผิดชอบ
1.ออกแบบร่วมกับกลุ่มทำโมเดลมาบตราพุด
2.ซื้อวัสดุและอุปกรณ์
3.ร่วมกับกลุ่มจัดทำโมเดล
4.การแสดงกล่าวบทกลอน
ในงานวันรัฐธรรมนูญนั้นในช่วงตอนเช้าก็จะมีการลงทะเบียนและการเปิดพิธีรวมไปถึงได้มีการจัดแสดงผลงานต่างๆของสาขาสังคมศึกษาและสาขารปส.โดยที่มีทั้งการจัดบอร์ดและการจัดแสดงเป็นโมเดลทั้งเขาพระวิหาร มาบตราพุดรวมไปถึงการวาดเรื่องราวออกมาเป็นภาพโปสเตอร์ต่างๆและรวมไปถึงในวันงานนั้นก็มีการจัดการแสดงทั้งละคร การอ่านบทกวี และรวมไปถึงการเต้นจินตลีลาและบรรยากาศภายในงานก็มีผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากและในการจัดงานในครั้งนี้เราก็ได้ทั้งความสนุกและก็ความรู้ได้ไม่น้อยเลยที่เดียวและในช่วงของตอนบ่ายก็จะเป็นการลงทะเบียนและรับใบความรู้และเข้าไปฟังการเสวนาที่จัดขึ้นเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญซึ่งในช่วงบรรยากาศในตอนบ่ายนี้จะเป็นการเน้นในเรื่องของทางด้านวิชาการซึ่งจะแตกต่างกับในช่วงตอนเช้าที่มีการแสดง ซึ่งในภาพโดยรวมแล้วนั้นในวันรัฐธรรมนูญนี้ก็ทำให้เราได้รับความรู้รวมไปถึงความสนุกและก็ได้ฝึกการทำงานร่วมกับกลุ่มได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
หน้าที่ความรับผิดชอบ
1.ออกแบบร่วมกับกลุ่มทำโมเดลมาบตราพุด
2.ซื้อวัสดุและอุปกรณ์
3.ร่วมกับกลุ่มจัดทำโมเดล
4.การแสดงกล่าวบทกลอน
ในงานวันรัฐธรรมนูญนั้นในช่วงตอนเช้าก็จะมีการลงทะเบียนและการเปิดพิธีรวมไปถึงได้มีการจัดแสดงผลงานต่างๆของสาขาสังคมศึกษาและสาขารปส.โดยที่มีทั้งการจัดบอร์ดและการจัดแสดงเป็นโมเดลทั้งเขาพระวิหาร มาบตราพุดรวมไปถึงการวาดเรื่องราวออกมาเป็นภาพโปสเตอร์ต่างๆและรวมไปถึงในวันงานนั้นก็มีการจัดการแสดงทั้งละคร การอ่านบทกวี และรวมไปถึงการเต้นจินตลีลาและบรรยากาศภายในงานก็มีผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากและในการจัดงานในครั้งนี้เราก็ได้ทั้งความสนุกและก็ความรู้ได้ไม่น้อยเลยที่เดียวและในช่วงของตอนบ่ายก็จะเป็นการลงทะเบียนและรับใบความรู้และเข้าไปฟังการเสวนาที่จัดขึ้นเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญซึ่งในช่วงบรรยากาศในตอนบ่ายนี้จะเป็นการเน้นในเรื่องของทางด้านวิชาการซึ่งจะแตกต่างกับในช่วงตอนเช้าที่มีการแสดง ซึ่งในภาพโดยรวมแล้วนั้นในวันรัฐธรรมนูญนี้ก็ทำให้เราได้รับความรู้รวมไปถึงความสนุกและก็ได้ฝึกการทำงานร่วมกับกลุ่มได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
จัดทำโดย
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้อง ส.50 เลขที่ 35
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้อง ส.50 เลขที่ 35
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
หมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ
ส่งสำนวนอัยการสั่งคดี“น้องยิ้ม"หมิ่นศาลรธน.
(20พ.ย.) พ.ต.ท.สุพจน์ ชายป่า พนักงานสอบสวน สน.พระราชวัง นำตัว น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หรือน้องยิ้ม ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหาคดีดูหมิ่นศาล หรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีระหว่างการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14 ,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ตามมาตรา 136 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมสำนวนพยานหลักฐาน 80 แผ่นและความเห็นสมควรสั่งฟ้อง เสนออัยพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 ขณะที่ น.ส.วิสาระดี ผู้ต้องหา ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมถึงอัยการสูงสุด ความยาว 5 หน้าด้วย ทั้งนี้อัยการได้นัดผู้ต้องหาฟังคำสั่งในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00น. โดย น.ส.วิสาระดี ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องทำสัญญาประกันตัวแต่อย่างใด
ภายหลัง น.ส.วิสาระดี กล่าวว่า ตนได้ทำหน้าที่ ส.ส. อภิปรายไม่ไว้วางใจ รมว.ต่างประเทศ ในสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีเจตนาดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ แต่อาจจะมีข้อความพาดพิงไปบ้างซึ่งไม่ตั้งใจ ขณะที่ตนจะต่อสู้คดี และยื่นร้องขอความเป็นธรรมให้อัยการ สอบพยานเพิ่มเติมฝ่ายตน รวม 20ปาก และการตรวจสอบภาพซีดีที่บันทึกการอภิปราย ซึ่งมีรายละเอียดคำต่อคำ รวมทั้งความคิดเห็นของนักวิชาการ และประชาชนด้วย
ขณะที่ นายคารม พลทะกลาง ทนายความ กล่าวว่า คำพูดที่อภิปรายไม่ได้รุนแรงอะไร แต่สถานการณ์รุนแรงกลายเป็นคดี ซึ่งความผิดนี้ไม่สามารถยอมความหรือไกล่เกลี่ยได้ แต่ฝ่ายตนมีข้อต่อสู้ คือ หากคดีนี้จะสั่งฟ้อง จะโต้แย้งประเด็นข้อกฎหมายด้วยว่า ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ได้เป็นการร้องทุกข์ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งผู้ที่มาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนไม่ได้เป็นตัวแทนของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีใครเข้าแจ้งความเอง เมื่อเป็นการร้องทุกข์แทนศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ชอบ พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจสอบสวนซึ่งส่งผลถึงอำนาจฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้สืบเนื่องจาก น.ส.วิสาระดี ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพาดพิงศาลรัฐธรรมนูญว่ากลั่นแกล้งยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นคำอภิปรายที่ทำให้ศาลเสื่อมเสียชื่อเสียง เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ จึงเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ในข้อหาดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ และดูหมิ่นเจ้าพนักงานดังกล่าว
วิเคราะห์ข่าว
ศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นศาลสูงสุด คำตัดสินของศาลทุกฝ่ายควรให้ความเคารพ การกระทำของส.ส.คนดังกล่าวนอกจากจะไม่เคารพศาล หรือหมิ่นศาลแล้ว ข้าพเจ้ายังเห็นว่า เป็นการหมิ่นและดูถูกดูแคลนอำนาจอธิปไตยของชาติ จากประเด็นดังกล่าวการวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ถือเป็นการหมิ่นศาล เพราะส.ส.คนดังกล่าว ได้กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนโดยมิชอบ สร้างความเสื่อมเสียให้กับศาลฯ และกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างยิ่ ง ซึ่งอาจนำไปสูภาพลักษณ์ที่ไม่ดีสำหรับชาวต่างชาติที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมไทย และสำหรับประเด็นการฟ้องร้องซึ่งกฎหมายกำหนดว่าต้องให้ผู้เสียหาย ในกรณีนี้คือ ตัวผู้พิพากษามาฟ้องร้องเอง ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยเนื่องจาก ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลสูงสุดของประชาชน ประชาชนทุกคนมีส่วนในคำตัดสินของศาลการพาดพิงศาลประชาชนจึงสามารถมีสิทธิฟ้องร้องแทนศาลได้
(20พ.ย.) พ.ต.ท.สุพจน์ ชายป่า พนักงานสอบสวน สน.พระราชวัง นำตัว น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หรือน้องยิ้ม ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหาคดีดูหมิ่นศาล หรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีระหว่างการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14 ,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ตามมาตรา 136 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมสำนวนพยานหลักฐาน 80 แผ่นและความเห็นสมควรสั่งฟ้อง เสนออัยพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 ขณะที่ น.ส.วิสาระดี ผู้ต้องหา ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมถึงอัยการสูงสุด ความยาว 5 หน้าด้วย ทั้งนี้อัยการได้นัดผู้ต้องหาฟังคำสั่งในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00น. โดย น.ส.วิสาระดี ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องทำสัญญาประกันตัวแต่อย่างใด
ภายหลัง น.ส.วิสาระดี กล่าวว่า ตนได้ทำหน้าที่ ส.ส. อภิปรายไม่ไว้วางใจ รมว.ต่างประเทศ ในสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีเจตนาดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ แต่อาจจะมีข้อความพาดพิงไปบ้างซึ่งไม่ตั้งใจ ขณะที่ตนจะต่อสู้คดี และยื่นร้องขอความเป็นธรรมให้อัยการ สอบพยานเพิ่มเติมฝ่ายตน รวม 20ปาก และการตรวจสอบภาพซีดีที่บันทึกการอภิปราย ซึ่งมีรายละเอียดคำต่อคำ รวมทั้งความคิดเห็นของนักวิชาการ และประชาชนด้วย
ขณะที่ นายคารม พลทะกลาง ทนายความ กล่าวว่า คำพูดที่อภิปรายไม่ได้รุนแรงอะไร แต่สถานการณ์รุนแรงกลายเป็นคดี ซึ่งความผิดนี้ไม่สามารถยอมความหรือไกล่เกลี่ยได้ แต่ฝ่ายตนมีข้อต่อสู้ คือ หากคดีนี้จะสั่งฟ้อง จะโต้แย้งประเด็นข้อกฎหมายด้วยว่า ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ได้เป็นการร้องทุกข์ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งผู้ที่มาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนไม่ได้เป็นตัวแทนของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีใครเข้าแจ้งความเอง เมื่อเป็นการร้องทุกข์แทนศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ชอบ พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจสอบสวนซึ่งส่งผลถึงอำนาจฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้สืบเนื่องจาก น.ส.วิสาระดี ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพาดพิงศาลรัฐธรรมนูญว่ากลั่นแกล้งยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นคำอภิปรายที่ทำให้ศาลเสื่อมเสียชื่อเสียง เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ จึงเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ในข้อหาดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ และดูหมิ่นเจ้าพนักงานดังกล่าว
วิเคราะห์ข่าว
ศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นศาลสูงสุด คำตัดสินของศาลทุกฝ่ายควรให้ความเคารพ การกระทำของส.ส.คนดังกล่าวนอกจากจะไม่เคารพศาล หรือหมิ่นศาลแล้ว ข้าพเจ้ายังเห็นว่า เป็นการหมิ่นและดูถูกดูแคลนอำนาจอธิปไตยของชาติ จากประเด็นดังกล่าวการวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ถือเป็นการหมิ่นศาล เพราะส.ส.คนดังกล่าว ได้กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนโดยมิชอบ สร้างความเสื่อมเสียให้กับศาลฯ และกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างยิ่ ง ซึ่งอาจนำไปสูภาพลักษณ์ที่ไม่ดีสำหรับชาวต่างชาติที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมไทย และสำหรับประเด็นการฟ้องร้องซึ่งกฎหมายกำหนดว่าต้องให้ผู้เสียหาย ในกรณีนี้คือ ตัวผู้พิพากษามาฟ้องร้องเอง ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยเนื่องจาก ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลสูงสุดของประชาชน ประชาชนทุกคนมีส่วนในคำตัดสินของศาลการพาดพิงศาลประชาชนจึงสามารถมีสิทธิฟ้องร้องแทนศาลได้
จัดทำโดย
นางสาวนริสรา อุปมา
ห้อง ส 50 เลขที่ 14
ส.ส.พรรคเพื่อไทยติดสินบนนักข่าว
ส.ส.พรรคเพื่อไทยติดสินบนนักข่าว
(24ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเกิดกรณีนงานเลี้ยงปีใหม่ของส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อค่ำวันที่ 23 ธ.ค. 52 ซึ่งหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นายการุณ โหสกุล ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย เรี่ยไรให้กับสื่อมวลชนทีวีช่องหนึ่งนั้น ภายหลังจากงานเลี้ยงฉลองใกล้จบ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ได้เชิญนายการุณมาสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งนายการุณ ได้พา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทยมาร่วมชี้แจงด้วย
นายการุณ กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดรับว่า ตนเองนั่งร่วมโต๊ะอยู่กับกลุ่มสื่อมวลชน ซึ่งก็มีพี่สื่อมวลชนพูดขึ้นมาว่าปีใหม่แล้วจะไม่มีอะไรให้บ้างเลยหรือ ซึ่งตนเองก็ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เห็นว่าสื่อมวลชนทำงานมาตลอดปี น่าจะมีอะไรตอบแทนบ้าง จึงได้เอาหมวกออกมาแล้วตนก็ใส่เงินไปก่อน จากนั้นก็เดินเรี่ยไรจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยคนอื่น ก็มีหลายคนที่ให้คนละพันสองพันบางคนก็สามพัน แต่ตนไม่ได้บอกว่าเอาเงินดังกล่าวไปทำอะไร ซึ่งตนเองปกติก็เคยขอเงินกับพี่ๆส.ส.ในพรรคอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็ควักเงินให้โดยไม่ได้ถามอะไร ซึ่งครั้งนี้ก็ได้มาจำนวนหนึ่งและมอบให้สื่อสายโทรทัศน์ช่องหนึ่งไป แต่ไม่ได้คิดอะไรหรือมีเจตนาเป็นอื่น
"ขอยืนยันว่าตนเองคุยกันในกลุ่มเพื่อทำสิ่งที่ดีๆซึ่งมันไม่มีอะไร ยืนยันได้ว่าไม่ได้มีการมอบเงินให้กับสื่อทีวีบางช่องแต่อย่างไร เงินที่รวบรวมก็ยังอยู่ครบไม่ได้มอบให้ใคร"นายการุณ ย้ำ
เมื่อถามว่าแต่ข่าวที่ออกมาบอกว่าให้สื่อฯช่องหนึ่ง นายการุณ กล่าวว่าในกระแสข่าวออกมาอย่างนั้น แต่ไม่ได้ออกมาจากปากตน
เมื่อถามต่อว่านายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุเอาเงินให้นักข่าวไปอาบน้ำ นายการุณ กล่าวว่า น่าจะเป็นอีกมุมหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าโฆษกฯเคยบอกว่าจะพานักข่าวไปเที่ยวน้ำตก หรือทะเล อย่างไรก็ตามขอยืนยันได้ว่าตนคิดดีไม่ทำให้ใครเสียหายและเงินที่ได้ตอนนี้มีจำนวน 7-8 หมื่นบาท ก็ยังไม่ได้ใช้อะไร หากไม่ได้ใช้ก็จะนำไปทำกิจกรรมของพรรค
เมื่อถามว่าเป็นไปได้ว่านายพร้อมพงศ์พูดไปเพราะสนุกปาก นายการุณ กล่าวว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้ตอบโต้กับนายการุญ โดยแย้งว่า ตามจรรยาบรรณไม่สามารถรับเงินได้ และผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เรื่องนี้ นายการุณ จึงยกมือไหว้ และกล่าวขอโทษ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไร หรือมีเจตนาอื่นแอบแฝง
ผู้สื่อข่าวก็แย้งว่า แต่จำนวนเงินครั้งนี้เยอะ อาจทำให้ ส.ส.คนอื่นมองผู้สื่อข่าวไม่ดี นายการุณ จึงกล่าวว่า ถ้าเป็นแบบนี้แล้วผู้สื่อข่าวไม่สบายใจ ต่อไปจะไม่ทำอย่างนี้อีก
นอกจากนี้ นอ.อนุดิษฐ ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวร่วมกับ นายการุณ ว่า เหตุที่ตนเอาเงินให้นายการุณในการเรี่ยไรก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติที่ผ่านมานายการุณ ก็เคยขอเงิน สส.ของพวกตน ทุกคนรู้กันดีว่าชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปไหนมาไหนก็จะซื้อของติดไม้ติดมือมาฝาก และเห็นว่า นายการุณไม่มีเจตนาเสื่อมเสียอะไร ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ชี้แจงกับ น.อ.อนุดิษฐ ต้องเข้าใจทำหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วย ถ้าทำอย่างนี้อีกจะทำให้ สส.หลายคนมองสื่อไม่ดี ซึ่ง นอ.อนุดิษฐก็น้อมรับ
พท.เรียก"การุณ"แจงเรี่ยไรเงิน ส.ส.พาสื่ออาบน้ำ
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เมื่อช่วงสายวันที่ 24 ธ.ค. ผู้ใหญ่ในพรรคก็ได้เรียก นายการุณ มาชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งนายการุณ ก็ได้บอกเล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อที่ประชุมว่าทำไปโดยเจตนาดี ไม่ได้คิดอะไร พร้อมบอกว่ารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากและจะไม่ทำอย่างนี้อีก
"ความจริงแล้วไม่มีอะไร เป็นเพียงนายการุณ พรรคเพื่อไทยอยากให้ของขวัญปีใหม่นักข่าว จึงเสนอขอรับบริจาคจากคนที่มาร่วมงาน แต่ไม่ได้บังคับ ตนก็ได้ถามนายการุณว่าเอาไปทำอะไร นายการุณตอบว่าให้นักข่าวเป็นค่าขนม ผมก็ควักไป 1 พันบาทโดยไม่ได้ติดใจอะไร ทั้งนี้นายการุณยังได้บอกว่ารอบแรกให้ไปแล้ว 4 หมื่นบาท ส่วนนี้เป็นรอบที่สอง ทั้งนี้ตนไม่ทราบว่ามอบให้ใครไปก็คงมอบให้ตัวแทน จากนั้นผมก็ไปคุยกับน้องๆ โต๊ะอื่นๆ ว่า รู้หรือไม่ว่านายการุณทอดผ่าป่า เพื่อให้เป็นค่าขนมขนม ก็พูดกันแค่นี้แต่สื่อก็เอาไปขยายความต่อ ทั้งนี้การที่ไปพูดกับนักข่าว เพราะไม่ต้องการให้เกิดการงุบงิบที่คนใดคนหนึ่งเท่านั้น เพราะเราไม่ได้ให้คนใดคนหนึ่ง แต่มอบให้ในนามนักข่าวทั้งหมด" น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าสื่อส่วนใหญ่ไม่สบายใจ เพราะทำงานตามหน้าที่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ถ้าไม่รับก็บอกไม่รับ ใครไม่รับก็คืน แต่สื่อก็เอาไปเล่นเป็นข่าว เขียนขยายความว่าให้เงินให้ทอง และส.ส.ก็ถูกมองในทางที่เสียหาย เมื่อผู้สื่อข่าวแย้งได้เขียนตามความจริงและการเสนอข่าวนี้สื่อก็ไม่ได้รับประโยชน์ ซึ่ง น.พ.ชลน่าน กล่าวว่า แต่ข่าวที่ออกไป ส.ส.ถูกมองเสียหายมากกว่า ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นสินน้ำใจ ส่วนผลกระทบที่ตามมาจะเป็นอย่างไรก็คงแล้วแต่มุมมองแต่ละคน
วิเคราะห์ข่าว
สื่อมวลชนนับว่ามีอิทธิพลต่อการคคิดและตัดสินใจของประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารในเรื่องต่าง ๆ จรรยาบรรณของสื่อฯ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการว่างตังให้เป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับข่าวฯ ว่าจะได้รับข้อมุลข่าวสารอย่างถุกต้องเที่ยงธรรม
ประเด็นข่าวดังกล่าวคือ ส.ส.ได้ให้เงินแก่นักข่าว แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าเงินนั้นเป้นเงินที่ให้ในอามิสสินจ้างเพื่อให้กระทำการใดการหนึ่งหรือไม่ เนื่องจากมีการปฏิเสธและให้ข้ออ้างว่าคือเงินที่รวบรวมมาเพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่นักข่าว แต่สำหรับความเห็นของข้าพเจ้านั้น การกระดังกล่าวมองได้ 2 กรณีคือ อาจเป็นการให้สินน้ำใจธรรมดาตามที่ส.ส. การุณ กล่าวอ้าง หรือ อาจเป็นอาจเป็นการติดสินบน แต่ข่าวเกิดรั่วไหลออกมาจนทำให้เกิดประเด็นข่าวดังกล่าว จากกระณีนั้ทำให้เราต้องตระหนักว่า เราจะเสพข่าวจากสื่อใด แหล่งใดก็ตาม ควรต้องใช้วิจารณญาณอย่างเต็มที่ รวมถึงการสืบหาข้อมูลจากหลาย ๆ ด้าน เพราะเราอาจไม่รู้ถึงเบี้องหลัง่ข้อมูลข่าวที่นำเสนอมา
(24ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเกิดกรณีนงานเลี้ยงปีใหม่ของส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อค่ำวันที่ 23 ธ.ค. 52 ซึ่งหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นายการุณ โหสกุล ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย เรี่ยไรให้กับสื่อมวลชนทีวีช่องหนึ่งนั้น ภายหลังจากงานเลี้ยงฉลองใกล้จบ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ได้เชิญนายการุณมาสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งนายการุณ ได้พา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทยมาร่วมชี้แจงด้วย
นายการุณ กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดรับว่า ตนเองนั่งร่วมโต๊ะอยู่กับกลุ่มสื่อมวลชน ซึ่งก็มีพี่สื่อมวลชนพูดขึ้นมาว่าปีใหม่แล้วจะไม่มีอะไรให้บ้างเลยหรือ ซึ่งตนเองก็ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เห็นว่าสื่อมวลชนทำงานมาตลอดปี น่าจะมีอะไรตอบแทนบ้าง จึงได้เอาหมวกออกมาแล้วตนก็ใส่เงินไปก่อน จากนั้นก็เดินเรี่ยไรจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยคนอื่น ก็มีหลายคนที่ให้คนละพันสองพันบางคนก็สามพัน แต่ตนไม่ได้บอกว่าเอาเงินดังกล่าวไปทำอะไร ซึ่งตนเองปกติก็เคยขอเงินกับพี่ๆส.ส.ในพรรคอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็ควักเงินให้โดยไม่ได้ถามอะไร ซึ่งครั้งนี้ก็ได้มาจำนวนหนึ่งและมอบให้สื่อสายโทรทัศน์ช่องหนึ่งไป แต่ไม่ได้คิดอะไรหรือมีเจตนาเป็นอื่น
"ขอยืนยันว่าตนเองคุยกันในกลุ่มเพื่อทำสิ่งที่ดีๆซึ่งมันไม่มีอะไร ยืนยันได้ว่าไม่ได้มีการมอบเงินให้กับสื่อทีวีบางช่องแต่อย่างไร เงินที่รวบรวมก็ยังอยู่ครบไม่ได้มอบให้ใคร"นายการุณ ย้ำ
เมื่อถามว่าแต่ข่าวที่ออกมาบอกว่าให้สื่อฯช่องหนึ่ง นายการุณ กล่าวว่าในกระแสข่าวออกมาอย่างนั้น แต่ไม่ได้ออกมาจากปากตน
เมื่อถามต่อว่านายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุเอาเงินให้นักข่าวไปอาบน้ำ นายการุณ กล่าวว่า น่าจะเป็นอีกมุมหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าโฆษกฯเคยบอกว่าจะพานักข่าวไปเที่ยวน้ำตก หรือทะเล อย่างไรก็ตามขอยืนยันได้ว่าตนคิดดีไม่ทำให้ใครเสียหายและเงินที่ได้ตอนนี้มีจำนวน 7-8 หมื่นบาท ก็ยังไม่ได้ใช้อะไร หากไม่ได้ใช้ก็จะนำไปทำกิจกรรมของพรรค
เมื่อถามว่าเป็นไปได้ว่านายพร้อมพงศ์พูดไปเพราะสนุกปาก นายการุณ กล่าวว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้ตอบโต้กับนายการุญ โดยแย้งว่า ตามจรรยาบรรณไม่สามารถรับเงินได้ และผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เรื่องนี้ นายการุณ จึงยกมือไหว้ และกล่าวขอโทษ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไร หรือมีเจตนาอื่นแอบแฝง
ผู้สื่อข่าวก็แย้งว่า แต่จำนวนเงินครั้งนี้เยอะ อาจทำให้ ส.ส.คนอื่นมองผู้สื่อข่าวไม่ดี นายการุณ จึงกล่าวว่า ถ้าเป็นแบบนี้แล้วผู้สื่อข่าวไม่สบายใจ ต่อไปจะไม่ทำอย่างนี้อีก
นอกจากนี้ นอ.อนุดิษฐ ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวร่วมกับ นายการุณ ว่า เหตุที่ตนเอาเงินให้นายการุณในการเรี่ยไรก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติที่ผ่านมานายการุณ ก็เคยขอเงิน สส.ของพวกตน ทุกคนรู้กันดีว่าชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปไหนมาไหนก็จะซื้อของติดไม้ติดมือมาฝาก และเห็นว่า นายการุณไม่มีเจตนาเสื่อมเสียอะไร ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ชี้แจงกับ น.อ.อนุดิษฐ ต้องเข้าใจทำหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วย ถ้าทำอย่างนี้อีกจะทำให้ สส.หลายคนมองสื่อไม่ดี ซึ่ง นอ.อนุดิษฐก็น้อมรับ
พท.เรียก"การุณ"แจงเรี่ยไรเงิน ส.ส.พาสื่ออาบน้ำ
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เมื่อช่วงสายวันที่ 24 ธ.ค. ผู้ใหญ่ในพรรคก็ได้เรียก นายการุณ มาชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งนายการุณ ก็ได้บอกเล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อที่ประชุมว่าทำไปโดยเจตนาดี ไม่ได้คิดอะไร พร้อมบอกว่ารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากและจะไม่ทำอย่างนี้อีก
"ความจริงแล้วไม่มีอะไร เป็นเพียงนายการุณ พรรคเพื่อไทยอยากให้ของขวัญปีใหม่นักข่าว จึงเสนอขอรับบริจาคจากคนที่มาร่วมงาน แต่ไม่ได้บังคับ ตนก็ได้ถามนายการุณว่าเอาไปทำอะไร นายการุณตอบว่าให้นักข่าวเป็นค่าขนม ผมก็ควักไป 1 พันบาทโดยไม่ได้ติดใจอะไร ทั้งนี้นายการุณยังได้บอกว่ารอบแรกให้ไปแล้ว 4 หมื่นบาท ส่วนนี้เป็นรอบที่สอง ทั้งนี้ตนไม่ทราบว่ามอบให้ใครไปก็คงมอบให้ตัวแทน จากนั้นผมก็ไปคุยกับน้องๆ โต๊ะอื่นๆ ว่า รู้หรือไม่ว่านายการุณทอดผ่าป่า เพื่อให้เป็นค่าขนมขนม ก็พูดกันแค่นี้แต่สื่อก็เอาไปขยายความต่อ ทั้งนี้การที่ไปพูดกับนักข่าว เพราะไม่ต้องการให้เกิดการงุบงิบที่คนใดคนหนึ่งเท่านั้น เพราะเราไม่ได้ให้คนใดคนหนึ่ง แต่มอบให้ในนามนักข่าวทั้งหมด" น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าสื่อส่วนใหญ่ไม่สบายใจ เพราะทำงานตามหน้าที่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ถ้าไม่รับก็บอกไม่รับ ใครไม่รับก็คืน แต่สื่อก็เอาไปเล่นเป็นข่าว เขียนขยายความว่าให้เงินให้ทอง และส.ส.ก็ถูกมองในทางที่เสียหาย เมื่อผู้สื่อข่าวแย้งได้เขียนตามความจริงและการเสนอข่าวนี้สื่อก็ไม่ได้รับประโยชน์ ซึ่ง น.พ.ชลน่าน กล่าวว่า แต่ข่าวที่ออกไป ส.ส.ถูกมองเสียหายมากกว่า ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นสินน้ำใจ ส่วนผลกระทบที่ตามมาจะเป็นอย่างไรก็คงแล้วแต่มุมมองแต่ละคน
วิเคราะห์ข่าว
สื่อมวลชนนับว่ามีอิทธิพลต่อการคคิดและตัดสินใจของประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารในเรื่องต่าง ๆ จรรยาบรรณของสื่อฯ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการว่างตังให้เป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับข่าวฯ ว่าจะได้รับข้อมุลข่าวสารอย่างถุกต้องเที่ยงธรรม
ประเด็นข่าวดังกล่าวคือ ส.ส.ได้ให้เงินแก่นักข่าว แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าเงินนั้นเป้นเงินที่ให้ในอามิสสินจ้างเพื่อให้กระทำการใดการหนึ่งหรือไม่ เนื่องจากมีการปฏิเสธและให้ข้ออ้างว่าคือเงินที่รวบรวมมาเพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่นักข่าว แต่สำหรับความเห็นของข้าพเจ้านั้น การกระดังกล่าวมองได้ 2 กรณีคือ อาจเป็นการให้สินน้ำใจธรรมดาตามที่ส.ส. การุณ กล่าวอ้าง หรือ อาจเป็นอาจเป็นการติดสินบน แต่ข่าวเกิดรั่วไหลออกมาจนทำให้เกิดประเด็นข่าวดังกล่าว จากกระณีนั้ทำให้เราต้องตระหนักว่า เราจะเสพข่าวจากสื่อใด แหล่งใดก็ตาม ควรต้องใช้วิจารณญาณอย่างเต็มที่ รวมถึงการสืบหาข้อมูลจากหลาย ๆ ด้าน เพราะเราอาจไม่รู้ถึงเบี้องหลัง่ข้อมูลข่าวที่นำเสนอมา
จัดทำโดย นางสาวกิตติยาวดี เทพทัศน์ ห้อง ส50 เลขที่ 4
ความสัมพันธ์ไทย- กัมพูชา
ความสัมพันธ์ไทย- กัมพูชา
เป็นที่น่ายินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในยุครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาก้าวหน้าอย่างราบรื่นอย่างเป็นขั้นตอนบนพื้นฐานของการมีผลประโยชน์ร่วมกันและการมีความเข้าใจในกันและกัน โดยยึดความเป็นจริงในภาพรวมว่า ด้วยมิติด้านต่างๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นเครื่องชี้นำกำหนดพัฒนาการแห่งความ สัมพันธ์ระหว่างกัน
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นที่เข้าใจชัดแจ้งในตัวอยู่แล้วว่า จะต้องเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ (ทวิภาคี) หรือระหว่างหลายประเทศด้วยกัน (พหุภาคี) มิฉะนั้นแล้วคำว่าความสัมพันธ์ย่อมปราศจากความหมายและความสำคัญทั้งสิ้น เพราะการตบมือข้างเดียวไม่มีทางดังได้ในกรณีความสัมพันธ์สองฝ่าย (ทวิภาคี) ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น จะมีลักษณะใกล้ชิด แนบแน่น ก้าวหน้าหรือถอยหลัง ปกติหรือผิดปกติ เป็นประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ ราบรื่นหรือมีอุปสรรค ส่งเสริมความเป็นมิตรหรือความแตกแยก ตลอดจนสร้างสรรค์หรือไม่สร้างสรรค์ระหว่างกัน ขึ้นอยู่กับการรู้เขารู้เราเป็นสำคัญ และการรู้เขารู้เราอย่างถูกต้องอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลไทยยอมรับและยอมทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐานที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. เรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติ ผลประโยชน์แห่งชาติของทุกประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) มีหลายด้านและมีลักษณะ ยืดหยุ่น ไม่คงที่ ไม่ตายตัว เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ขึ้นอยู่โดยตรงกับหลายปัจจัย ทั้งที่ปรากฏภายในและภายนอกประเทศ ในแต่ละบริบท แต่ละห้วงเวลาของสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงภายในประเทศและระหว่างประเทศ มีผลประโยชน์แห่งชาติประการเดียวเท่านั้นที่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง
นั่นคือ ผลประโยชน์แห่งชาติด้านความมั่นคงอยู่รอดของประเทศชาติ ที่เหลือล้วนเป็นผลประโยชน์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สุดแต่ความสำคัญ ความจำเป็นเร่งด่วนและความเป็นไปได้ในแต่ละบริบท แต่ละห้วงเวลา ไม่มีสูตรสำเร็จรูปในเรื่องของการปกป้องรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติ ในหลายด้าน ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงทั้งหมดดังกล่าว
หากรัฐบาลไทยมีนโยบายและเป้าประสงค์แน่วแน่ที่มุ่งส่งเสริม ปกป้องรักษาผลประโยชน์ในด้านต่างๆ ของไทยไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีที่ปกติกับกัมพูชา ก็จำเป็นที่รัฐบาลพึงทำการศึกษาและทำความเข้าใจอย่างรอบด้านอย่างถูกต้องครบ ถ้วน เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่สมัยเจ้าสีหนุ ยุคเขมรแดงของพอลพตจนยุคของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนในปัจจุบัน) ว่าลักษณะด้านใดบ้างที่เปลี่ยนแปลงและที่ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่รัฐบาลไทยจะทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อหน่วยงานทั้งหลายของไทยที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศและความมั่นคงรู้จักศึกษา พิจารณา วิเคราะห์ และประเมินเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ในแต่ละบริบท แต่ละห้วงเวลาจากข้อเท็จจริงและจากความเป็นจริง ไม่ใช่จากที่ฝ่ายไทยอยากให้เป็นจริง (หรืออีกนัยหนึ่งคือ อย่านั่งเทียนสรุปเอาง่ายๆ ตามอำเภอใจ)
อีกทั้งจำเป็นต้องทำความเข้าใจโดยตระหนักให้ดีไว้ตลอดเวลาด้วยว่าในยุคโลกาภิวัตน์นั้น นโยบายต่างประเทศของทุกประเทศถือเป็นส่วนขยาย (extension) ของนโยบายภายในประเทศ หมายความว่านโยบายต่างประเทศต้องพยายามตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศให้มากที่สุด และจำต้องสะท้อนจุดยืน ค่านิยม หลักการ ประเพณี วัฒนธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ (เช่น ประเทศไทยเป็นสังคมเปิด มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เนื้อหาของนโยบายต่างประเทศของไทยก็จำต้องสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยของไทย ไม่ใช่สะท้อนแต่รูปแบบอย่างที่เป็นมาตลอด 8 ปี ของยุคระบอบทักษิณ) 2.ประเภทของระบอบการเมือง (regime type) เป็นที่ยอมรับทั่วไปอยู่แล้วว่าประเภทของระบอบการเมืองของแต่ละประเทศ (รวมทั้งของ ไทยและกัมพูชาด้วย) มีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของผู้นำประเทศของรัฐบาล ของนักการเมือง และพรรคการเมือง ตลอดจนมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และท่าทีของรัฐบาลต่อแต่ละปัญหาระหว่างประเทศ และต่อการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ รวมทั้งต่อการกำหนดผลประโยชน์แห่งชาติ และการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติในด้านต่างๆ ตัวอย่างเช่น ความคิดและพฤติกรรมผู้นำรัฐบาลของประเทศที่มีระบอบการเมืองการปกครอง ที่เป็นเผด็จการ (ไม่ว่าทหาร พลเรือน หรือโดยพรรค) ย่อมแตกต่างจากผู้นำรัฐบาลของประเทศที่มีระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย โครงสร้างอำนาจการเมืองของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย บทบาทและความสำคัญของการเมืองภาคประชาชนในระบอบเผด็จการ (อำนาจนิยม) ย่อมไม่มีหรือมีน้อยมากและอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของระบอบเผด็จการ (อำนาจนิยม) ในขณะที่การเมืองภาคประชาชนในระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยย่อมมีมากและกว้าง ขวาง รัฐบาลย่อมต้องให้ความสำคัญและฟังเสียงของประชาชน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง อย่ารีบด่วนสรุปหรือเหมาโมเมเอาเองว่าฝ่ายกัมพูชาคิดเหมือนฝ่ายไทย มีผลประโยชน์อย่างเดียวกับไทย มีนโยบาย ท่าทีและเป้าประสงค์ต่อแต่ละเรื่อง แต่ละปัญหาเหมือนกัน เพราะหากฝ่ายไทยยังปักใจหลงเชื่อเอาเองว่าประเทศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับไทยจะคิดเหมือนไทย มีผลประโยชน์ทุกๆ ด้านเหมือนกับของไทย โดยมองข้ามความจริงและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแต่ละ ประเทศที่มีความสัมพันธ์กับไทย (ในกรณีนี้คือกัมพูชา) มองข้ามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของกัมพูชา ไม่พยายามอ่านสถานการณ์การเมืองในกัมพูชาและอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ ทั้งที่มีขึ้นภายในและภายนอกกัมพูชาว่ามีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายและท่าทีข องฝ่ายกัมพูชาต่อไทยมากน้อยเพียงใด แต่กลับเหมาเอาเองว่าฝ่ายกัมพูชาไม่ได้แตกต่างจากไทย หากฝ่ายไทยยังคิดง่ายๆ และตื้นเขินแบบนี้ การรู้เขารู้เราย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในทางเป็นจริง เพราะนี่คือลักษณะของโรคเรื้อรังของนโยบายต่างประเทศและการทูตไทยที่มีต่อปร ะเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของรัฐบาลไทยรักไทยและรัฐบาลพรรคนอมินีของไทย รักไทย นายกรัฐมนตรีฮุนเซนรู้จักแยกแยะว่าอะไรคือรูปแบบ อะไรคือเนื้อหา อะไรคือภาพจริง อะไรคือภาพลวงตา และผลประโยชน์แห่งชาติของกัมพูชาในแต่ละบริบท แต่ละห้วงเวลาคืออะไร ในขณะที่รัฐบาลไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลไทยในยุคของระบอบทักษิณ) จะรู้ก็แต่ในเรื่องของผลประโยชน์ของพรรคและพวก และเหมาหรือสรุปโดยพลการเอาเองว่าเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการแสวงผลประโยชน์ของพรรคและพวกโดยหากินกับสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์แห ่งชาติ ในเมื่อข้อเท็จจริงทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นบ่งชี้และยืนยันให้เห็นได้ อย่างปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นว่าการทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับประเภทระบอบการเมืองของแต่ ละประเทศ (ในกรณีของบทความนี้คือประเทศกัมพูชา) เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การให้น้ำหนักกับเรื่องความสัมพันธ์และความสนิทสนมส่วนตัวระหว่างผู้นำของไท ยกับกัมพูชา (หรือระหว่างผู้นำไทยกับผู้นำประเทศต่างๆ) จึงเป็นเรื่องเสี่ยงไม่คุ้มค่าด้วยเกี่ยวข้องกับรูปแบบมากกว่าเนื้อหา ภาพลวงตามากกว่าภาพที่เป็นจริง มีผลด้านการสร้างภาพมากกว่าผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและมีสารัตถะ จริงอยู่การที่บุคคลระดับผู้นำของแต่ละประเทศมีความสนิทสนมชิดเชื้อเ ป็นอย่างดีย่อมมีส่วนดีและช่วยให้การเจรจาหารือดำเนินไปภายใต้บรรยากาศที่เป ็นมิตร แต่จำเป็นต้องตระหนักไว้เสมอว่า ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ใช่ความสนิทสนมส่วนตัวระหว่างผู้นำประเทศ เพราะไม่มีผู้นำประเทศใดที่จะยอมเอาเรื่องของความสนิทสนมส่วนตัวมามีอิทธิพล เหนือผลประโยชน์แห่งชาติ (จะมีก็ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย) ความสนิทสนมส่วนตัวระหว่างผู้นำประเทศจะมีผลดีก็ในด้านของการสร้างภาพสร้างบ รรยากาศที่เป็นมิตรมากกว่าอื่นใด 3.ลักษณะของนโยบายต่างประเทศกัมพูชาที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวได้ว่า นโยบายต่างประเทศของกัมพูชาตั้งแต่สมัยเจ้าสีหนุ สมัยช่วงเขมรแดง(พ.ศ. 2518 – 2521) มาจนถึงสมัยนายกรัฐมนตรีฮุนเซนในปัจจุบัน มีด้านที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา พอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 3.1 นโยบายพึ่งการถ่วงดุลอำนาจ ด้วยเหตุผลด้านภูมิรัฐศาสตร์ (กัมพูชาเป็นประเทศเล็กที่แวดล้อมด้วยประเทศที่ใหญ่กว่า และมีประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งระหว่างกันยาวนาน) เป็นผลทำให้นโยบายต่างประเทศของกัมพูชาช่วง 50 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน หันมาพึ่งระบบการถ่วงดุลแห่งอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเครื่ องมือสำคัญอย่างหนึ่งของนโยบายต่างประเทศกัมพูชา เพื่อเป้าประสงค์หลักในการธำรงรักษาเอกราชและอธิปไตยของกัมพูชา
เ ช่น ในอดีตเจ้าสีหนุได้ดึงอิทธิพลของจีนมาถ่วงอิทธิพลของเวียดนามและไทย หรือในช่วงที่เวียดนามรุกรานและยึดครองกัมพูชา พ.ศ. 2521 – 2532 รัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตยซึ่งรวมเขมร 3 ฝ่ายที่ต่อต้านการยึดครองกัมพูชาของเวียดนามก็ได้เชื้อเชิญให้อาเซียนและสหป ระชาชาติเข้ามาสนับสนุนรัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตย หรือ CGDK ทำการต่อสู้กับเวียดนามทางการเมืองและการทูต) และล่าสุดกรณีความขัดแย้งกับไทยในเรื่องเขตแดนและการขึ้นทะเบียนปราส าทพระวิหาร นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ก็ได้หวนกลับมาใช้การพึ่งพานโยบายถ่วงดุลอำนาจอย่างชัดเจน โดยฝ่ายกัมพูชาได้พยายามทำให้ปัญหาขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาแปรสภาพจากกา รเป็นปัญหาทวิภาคีมาเป็นปัญหาของประชาคมระหว่างประเทศอีกด้วย (internationalize bilateral problem) โดยการเปิดเวทีความขัดแย้งที่มีกับไทยให้ขยายกว้างออกไปด้วยการนำประเด็นขัด แย้งที่มีกับไทยไปเสนอต่อเวทีการประชุมระดับโลกและระดับภูมิภาค (เช่น เวทีของการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเวทีการประชุมขององค์การอาเซียน) เพื่อหวังให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าข้างและเห็นใจกัมพูชา อันถือได้ว่าเป็นการสร้างแนวร่วมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อมากดดันประเทศไทยทางการเมือง และเพื่อเป็นเกราะคุ้มกันให้กัมพูชาในกรณีฝ่ายไทยใช้วิธีการแก้ปัญหานอกกรอบ ของการเจรจา ก็จะมีผลทำให้ประชาคมโลกมองว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายรังแกกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ฝ่ายไทยต้องตระหนักไว้เสมอ ด้วยเหตุผลสำคัญ กล่าวคือ ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของกัมพูชาในเรื่องนี้คือ การยั่วยุให้ไทยคิดหาทางออกด้วยการออกนอกกรอบของการเจรจา (militarization of foreign policy) ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ย่อมจะทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบทางการเมืองและการทูตทันที ไทยจะรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้จำเป็นต้องควบคุมให้ปัญหาขัดแย้งระหว่างไทย กับกัมพูชาอยู่ในกรอบของการเจรจาระดับทวิภาคี (สองฝ่าย) เป็นสำคัญ ไม่ปล่อยให้บานปลายกลายเป็นปัญหาระดับสากล เพราะโดยธาตุแท้แล้ว ปัญหาเขตแดนและการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นปัญหาทวิภาคี ไม่ใช่พหุภาคี 4.การพึ่งปัจจัยชาตินิยม ปัจจัยเรื่องของชาตินิยมเป็นเครื่องมือนโยบายต่างประเทศของทุกประเทศ ส่วนจะนำมาใช้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงื่อนไข บริบทและศักยภาพของแต่ละประเทศในแต่ละยุคสมัย แต่ละห้วงเวลา แต่กล่าวโดยทั่วไปได้ว่า ช่วง 40 ปีแรกของยุคสงครามเย็น ปัจจัยชาตินิยมได้กลายเป็นอาวุธสำคัญและทรงอานุภาพสูงของกลุ่มประเทศอดีตเมื องขึ้นในทวีปเอเชียและแอฟริกาที่ทำการต่อสู้กับฝ่ายประเทศตะวันตกเจ้าอาณานิ คมเพื่อเรียกร้องเอกราชและอธิปไตย และปัจจัยชาตินิยมได้กลับมามีอิทธิพลสูงอีกครั้งในยุคโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือที่ด้อยพัฒนาที่ได้รับผลก ระทบร้ายแรงจากพลังโลกาภิวัตน์ในด้านต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับกัมพูชานั้น ปัจจัยชาตินิยมนับว่ามีอิทธิพลต่อการกำหนดและการดำเนินนโยบายต่างประเทศของก ัมพูชาอย่างมากมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของการเมืองภายในกัมพูชาและการเมืองระหว่างประเทศ ดังเป็นที่ประจักษ์ตลอดมาว่าทุกครั้งที่มีการหาเสียงช่วงฤดูการเลือกตั้งในก ัมพูชาทุกพรรคการเมืองจะแข่งขันแสดงความเป็นชาตินิยมเหนือพรรคคู่แข่ง รวมทั้งนำเรื่องของความเจริญรุ่งโรจน์ของอาณาจักรขอมในอดีตมาเป็นเครื่องมือ หาเสียง โดยปลุกระดมประชาชนให้เกิดความรักชาติและความหวังที่จะทำให้กัมพูชากลับมาเป ็นประเทศที่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต (ในประเด็นนี้สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงพนมเปญถูกเผาเมื่อ 5 ปีก่อน คือตัวอย่างของการตกเป็นเหยื่อของพิษร้ายของปัจจัยชาตินิยม และความขัดแย้งภายในการเมืองของกัมพูชา) และสำหรับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ครั้งล่าสุดนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ฝ่ายกัมพูชาใช้ปัจจัยชาตินิยมช่วงการหาเสียงเลือกตั้ ง และช่วงมีปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่ฝ่ายเดียวของกัมพูชา อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของปร ะชาชนกัมพูชาที่มีต่อปัญหาต่างๆ ภายในประเทศไปสู่ภายนอกประเทศ สรุป นโยบายต่างประเทศจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นนโยบายต่างประเทศที่รู้เขาร ู้เราอย่างแท้จริงได้ อย่างน้อยที่สุดจำต้องนำความจริงและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อ 1 – 4 ข้างต้น มาประกอบการพิจารณาอย่างจริงจัง จึงจะเป็นนโยบายต่างประเทศที่สามารถปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติได้
ความคิดเห็น
ข้าพเจ้าคิดว่าเกมนี้เป็นเกมการเมือง ทั้งการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศเพราะฉะนั้นชั้นเชิงทางการเมืองการต่างประเทศ ของฮุนเซนไมใช่ระดับธรรมดา
กรณีมรดกโลกเขาพระวิหารจากที่เดิมเคยหนุนการเป็นคัดค้าน แล้วยิ่งรัฐบาลปล่อยให้ พธม ไปอ่านแถลงการณ์ ที่ตีนเขานั่นอีก ฮุนเซนเลยเล่นกลับด้วยการจี้แทงใจดำของรัฐบาลชุดนี้ อีกทั้งทางกัมพูชา ต้องการยกระดับเรื่องข้อพิพาทบนพื้นที่ทับซ้อนนี้ ให้เป็นเรื่องระดับนานาชาติ เพราะเค้าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ จากคำพิพากษาของศาลโลก แต่ในขณะที่ไทย ต้องการให้อยู่ในแค่เรื่องระหว่าง 2 ประเทศถ้าเปรียบกับเมื่อก่อนเพราะว่าเขมรพึ่งพิงเราไว้เยอะ สินค้าที่ขายในเขมรส่วนใหญ่มาจากไทย ปัจจุบัน เขมรมีทางเลือกมากเพราะเข้ามีทางเลือกที่จะไปใช้สินค้าจากเวียดนาม เนื่องจากทางด้านเวียดนามโตขึ้นมาก แถมความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ดีขึ้น
รวมถึงทางกัมพูชา คงคิดว่า ยังไงเสียรัฐบาลชุดนี้คงอยู่ได้ไม่นาน และคงไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญ แถมเร่งเร้าสร้างเงื่อนไข ฝ่ายไทยเสียอีกที่มีแต่เสีย เพราะคนไทยไปลงทุนที่โน้นไว้เยอะ เห็นได้จากช่วงที่เกิดปัญหา เผาสถานฑูต มีโรงแรมที่เป็นคนไทย หลายโรง ก็โดนผลกระทบนี้เหมือนกัน สิ่งที่เขมรจะเสียน่าจะมีเรื่องเดียว คือลูกค้าในคาสิโนอาจจะลดลง หากมีการปิดพรหมแดน แต่อาจไม่มาก เพราะพวกขาประจำ คงลักลอบไปเล่นได้อยู่แล้ว
นางสาว แอนนา กลับสติ ห้อง ส.50 เลขที่ 43
เป็นที่น่ายินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในยุครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาก้าวหน้าอย่างราบรื่นอย่างเป็นขั้นตอนบนพื้นฐานของการมีผลประโยชน์ร่วมกันและการมีความเข้าใจในกันและกัน โดยยึดความเป็นจริงในภาพรวมว่า ด้วยมิติด้านต่างๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นเครื่องชี้นำกำหนดพัฒนาการแห่งความ สัมพันธ์ระหว่างกัน
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นที่เข้าใจชัดแจ้งในตัวอยู่แล้วว่า จะต้องเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ (ทวิภาคี) หรือระหว่างหลายประเทศด้วยกัน (พหุภาคี) มิฉะนั้นแล้วคำว่าความสัมพันธ์ย่อมปราศจากความหมายและความสำคัญทั้งสิ้น เพราะการตบมือข้างเดียวไม่มีทางดังได้ในกรณีความสัมพันธ์สองฝ่าย (ทวิภาคี) ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น จะมีลักษณะใกล้ชิด แนบแน่น ก้าวหน้าหรือถอยหลัง ปกติหรือผิดปกติ เป็นประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ ราบรื่นหรือมีอุปสรรค ส่งเสริมความเป็นมิตรหรือความแตกแยก ตลอดจนสร้างสรรค์หรือไม่สร้างสรรค์ระหว่างกัน ขึ้นอยู่กับการรู้เขารู้เราเป็นสำคัญ และการรู้เขารู้เราอย่างถูกต้องอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลไทยยอมรับและยอมทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐานที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. เรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติ ผลประโยชน์แห่งชาติของทุกประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) มีหลายด้านและมีลักษณะ ยืดหยุ่น ไม่คงที่ ไม่ตายตัว เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ขึ้นอยู่โดยตรงกับหลายปัจจัย ทั้งที่ปรากฏภายในและภายนอกประเทศ ในแต่ละบริบท แต่ละห้วงเวลาของสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงภายในประเทศและระหว่างประเทศ มีผลประโยชน์แห่งชาติประการเดียวเท่านั้นที่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง
นั่นคือ ผลประโยชน์แห่งชาติด้านความมั่นคงอยู่รอดของประเทศชาติ ที่เหลือล้วนเป็นผลประโยชน์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สุดแต่ความสำคัญ ความจำเป็นเร่งด่วนและความเป็นไปได้ในแต่ละบริบท แต่ละห้วงเวลา ไม่มีสูตรสำเร็จรูปในเรื่องของการปกป้องรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติ ในหลายด้าน ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงทั้งหมดดังกล่าว
หากรัฐบาลไทยมีนโยบายและเป้าประสงค์แน่วแน่ที่มุ่งส่งเสริม ปกป้องรักษาผลประโยชน์ในด้านต่างๆ ของไทยไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีที่ปกติกับกัมพูชา ก็จำเป็นที่รัฐบาลพึงทำการศึกษาและทำความเข้าใจอย่างรอบด้านอย่างถูกต้องครบ ถ้วน เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่สมัยเจ้าสีหนุ ยุคเขมรแดงของพอลพตจนยุคของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนในปัจจุบัน) ว่าลักษณะด้านใดบ้างที่เปลี่ยนแปลงและที่ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่รัฐบาลไทยจะทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อหน่วยงานทั้งหลายของไทยที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศและความมั่นคงรู้จักศึกษา พิจารณา วิเคราะห์ และประเมินเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ในแต่ละบริบท แต่ละห้วงเวลาจากข้อเท็จจริงและจากความเป็นจริง ไม่ใช่จากที่ฝ่ายไทยอยากให้เป็นจริง (หรืออีกนัยหนึ่งคือ อย่านั่งเทียนสรุปเอาง่ายๆ ตามอำเภอใจ)
อีกทั้งจำเป็นต้องทำความเข้าใจโดยตระหนักให้ดีไว้ตลอดเวลาด้วยว่าในยุคโลกาภิวัตน์นั้น นโยบายต่างประเทศของทุกประเทศถือเป็นส่วนขยาย (extension) ของนโยบายภายในประเทศ หมายความว่านโยบายต่างประเทศต้องพยายามตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศให้มากที่สุด และจำต้องสะท้อนจุดยืน ค่านิยม หลักการ ประเพณี วัฒนธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ (เช่น ประเทศไทยเป็นสังคมเปิด มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เนื้อหาของนโยบายต่างประเทศของไทยก็จำต้องสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยของไทย ไม่ใช่สะท้อนแต่รูปแบบอย่างที่เป็นมาตลอด 8 ปี ของยุคระบอบทักษิณ) 2.ประเภทของระบอบการเมือง (regime type) เป็นที่ยอมรับทั่วไปอยู่แล้วว่าประเภทของระบอบการเมืองของแต่ละประเทศ (รวมทั้งของ ไทยและกัมพูชาด้วย) มีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของผู้นำประเทศของรัฐบาล ของนักการเมือง และพรรคการเมือง ตลอดจนมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และท่าทีของรัฐบาลต่อแต่ละปัญหาระหว่างประเทศ และต่อการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ รวมทั้งต่อการกำหนดผลประโยชน์แห่งชาติ และการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติในด้านต่างๆ ตัวอย่างเช่น ความคิดและพฤติกรรมผู้นำรัฐบาลของประเทศที่มีระบอบการเมืองการปกครอง ที่เป็นเผด็จการ (ไม่ว่าทหาร พลเรือน หรือโดยพรรค) ย่อมแตกต่างจากผู้นำรัฐบาลของประเทศที่มีระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย โครงสร้างอำนาจการเมืองของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย บทบาทและความสำคัญของการเมืองภาคประชาชนในระบอบเผด็จการ (อำนาจนิยม) ย่อมไม่มีหรือมีน้อยมากและอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของระบอบเผด็จการ (อำนาจนิยม) ในขณะที่การเมืองภาคประชาชนในระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยย่อมมีมากและกว้าง ขวาง รัฐบาลย่อมต้องให้ความสำคัญและฟังเสียงของประชาชน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง อย่ารีบด่วนสรุปหรือเหมาโมเมเอาเองว่าฝ่ายกัมพูชาคิดเหมือนฝ่ายไทย มีผลประโยชน์อย่างเดียวกับไทย มีนโยบาย ท่าทีและเป้าประสงค์ต่อแต่ละเรื่อง แต่ละปัญหาเหมือนกัน เพราะหากฝ่ายไทยยังปักใจหลงเชื่อเอาเองว่าประเทศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับไทยจะคิดเหมือนไทย มีผลประโยชน์ทุกๆ ด้านเหมือนกับของไทย โดยมองข้ามความจริงและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแต่ละ ประเทศที่มีความสัมพันธ์กับไทย (ในกรณีนี้คือกัมพูชา) มองข้ามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของกัมพูชา ไม่พยายามอ่านสถานการณ์การเมืองในกัมพูชาและอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ ทั้งที่มีขึ้นภายในและภายนอกกัมพูชาว่ามีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายและท่าทีข องฝ่ายกัมพูชาต่อไทยมากน้อยเพียงใด แต่กลับเหมาเอาเองว่าฝ่ายกัมพูชาไม่ได้แตกต่างจากไทย หากฝ่ายไทยยังคิดง่ายๆ และตื้นเขินแบบนี้ การรู้เขารู้เราย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในทางเป็นจริง เพราะนี่คือลักษณะของโรคเรื้อรังของนโยบายต่างประเทศและการทูตไทยที่มีต่อปร ะเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของรัฐบาลไทยรักไทยและรัฐบาลพรรคนอมินีของไทย รักไทย นายกรัฐมนตรีฮุนเซนรู้จักแยกแยะว่าอะไรคือรูปแบบ อะไรคือเนื้อหา อะไรคือภาพจริง อะไรคือภาพลวงตา และผลประโยชน์แห่งชาติของกัมพูชาในแต่ละบริบท แต่ละห้วงเวลาคืออะไร ในขณะที่รัฐบาลไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลไทยในยุคของระบอบทักษิณ) จะรู้ก็แต่ในเรื่องของผลประโยชน์ของพรรคและพวก และเหมาหรือสรุปโดยพลการเอาเองว่าเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการแสวงผลประโยชน์ของพรรคและพวกโดยหากินกับสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์แห ่งชาติ ในเมื่อข้อเท็จจริงทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นบ่งชี้และยืนยันให้เห็นได้ อย่างปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นว่าการทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับประเภทระบอบการเมืองของแต่ ละประเทศ (ในกรณีของบทความนี้คือประเทศกัมพูชา) เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การให้น้ำหนักกับเรื่องความสัมพันธ์และความสนิทสนมส่วนตัวระหว่างผู้นำของไท ยกับกัมพูชา (หรือระหว่างผู้นำไทยกับผู้นำประเทศต่างๆ) จึงเป็นเรื่องเสี่ยงไม่คุ้มค่าด้วยเกี่ยวข้องกับรูปแบบมากกว่าเนื้อหา ภาพลวงตามากกว่าภาพที่เป็นจริง มีผลด้านการสร้างภาพมากกว่าผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและมีสารัตถะ จริงอยู่การที่บุคคลระดับผู้นำของแต่ละประเทศมีความสนิทสนมชิดเชื้อเ ป็นอย่างดีย่อมมีส่วนดีและช่วยให้การเจรจาหารือดำเนินไปภายใต้บรรยากาศที่เป ็นมิตร แต่จำเป็นต้องตระหนักไว้เสมอว่า ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ใช่ความสนิทสนมส่วนตัวระหว่างผู้นำประเทศ เพราะไม่มีผู้นำประเทศใดที่จะยอมเอาเรื่องของความสนิทสนมส่วนตัวมามีอิทธิพล เหนือผลประโยชน์แห่งชาติ (จะมีก็ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย) ความสนิทสนมส่วนตัวระหว่างผู้นำประเทศจะมีผลดีก็ในด้านของการสร้างภาพสร้างบ รรยากาศที่เป็นมิตรมากกว่าอื่นใด 3.ลักษณะของนโยบายต่างประเทศกัมพูชาที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวได้ว่า นโยบายต่างประเทศของกัมพูชาตั้งแต่สมัยเจ้าสีหนุ สมัยช่วงเขมรแดง(พ.ศ. 2518 – 2521) มาจนถึงสมัยนายกรัฐมนตรีฮุนเซนในปัจจุบัน มีด้านที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา พอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 3.1 นโยบายพึ่งการถ่วงดุลอำนาจ ด้วยเหตุผลด้านภูมิรัฐศาสตร์ (กัมพูชาเป็นประเทศเล็กที่แวดล้อมด้วยประเทศที่ใหญ่กว่า และมีประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งระหว่างกันยาวนาน) เป็นผลทำให้นโยบายต่างประเทศของกัมพูชาช่วง 50 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน หันมาพึ่งระบบการถ่วงดุลแห่งอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเครื่ องมือสำคัญอย่างหนึ่งของนโยบายต่างประเทศกัมพูชา เพื่อเป้าประสงค์หลักในการธำรงรักษาเอกราชและอธิปไตยของกัมพูชา
เ ช่น ในอดีตเจ้าสีหนุได้ดึงอิทธิพลของจีนมาถ่วงอิทธิพลของเวียดนามและไทย หรือในช่วงที่เวียดนามรุกรานและยึดครองกัมพูชา พ.ศ. 2521 – 2532 รัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตยซึ่งรวมเขมร 3 ฝ่ายที่ต่อต้านการยึดครองกัมพูชาของเวียดนามก็ได้เชื้อเชิญให้อาเซียนและสหป ระชาชาติเข้ามาสนับสนุนรัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตย หรือ CGDK ทำการต่อสู้กับเวียดนามทางการเมืองและการทูต) และล่าสุดกรณีความขัดแย้งกับไทยในเรื่องเขตแดนและการขึ้นทะเบียนปราส าทพระวิหาร นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ก็ได้หวนกลับมาใช้การพึ่งพานโยบายถ่วงดุลอำนาจอย่างชัดเจน โดยฝ่ายกัมพูชาได้พยายามทำให้ปัญหาขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาแปรสภาพจากกา รเป็นปัญหาทวิภาคีมาเป็นปัญหาของประชาคมระหว่างประเทศอีกด้วย (internationalize bilateral problem) โดยการเปิดเวทีความขัดแย้งที่มีกับไทยให้ขยายกว้างออกไปด้วยการนำประเด็นขัด แย้งที่มีกับไทยไปเสนอต่อเวทีการประชุมระดับโลกและระดับภูมิภาค (เช่น เวทีของการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเวทีการประชุมขององค์การอาเซียน) เพื่อหวังให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าข้างและเห็นใจกัมพูชา อันถือได้ว่าเป็นการสร้างแนวร่วมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อมากดดันประเทศไทยทางการเมือง และเพื่อเป็นเกราะคุ้มกันให้กัมพูชาในกรณีฝ่ายไทยใช้วิธีการแก้ปัญหานอกกรอบ ของการเจรจา ก็จะมีผลทำให้ประชาคมโลกมองว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายรังแกกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ฝ่ายไทยต้องตระหนักไว้เสมอ ด้วยเหตุผลสำคัญ กล่าวคือ ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของกัมพูชาในเรื่องนี้คือ การยั่วยุให้ไทยคิดหาทางออกด้วยการออกนอกกรอบของการเจรจา (militarization of foreign policy) ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ย่อมจะทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบทางการเมืองและการทูตทันที ไทยจะรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้จำเป็นต้องควบคุมให้ปัญหาขัดแย้งระหว่างไทย กับกัมพูชาอยู่ในกรอบของการเจรจาระดับทวิภาคี (สองฝ่าย) เป็นสำคัญ ไม่ปล่อยให้บานปลายกลายเป็นปัญหาระดับสากล เพราะโดยธาตุแท้แล้ว ปัญหาเขตแดนและการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นปัญหาทวิภาคี ไม่ใช่พหุภาคี 4.การพึ่งปัจจัยชาตินิยม ปัจจัยเรื่องของชาตินิยมเป็นเครื่องมือนโยบายต่างประเทศของทุกประเทศ ส่วนจะนำมาใช้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงื่อนไข บริบทและศักยภาพของแต่ละประเทศในแต่ละยุคสมัย แต่ละห้วงเวลา แต่กล่าวโดยทั่วไปได้ว่า ช่วง 40 ปีแรกของยุคสงครามเย็น ปัจจัยชาตินิยมได้กลายเป็นอาวุธสำคัญและทรงอานุภาพสูงของกลุ่มประเทศอดีตเมื องขึ้นในทวีปเอเชียและแอฟริกาที่ทำการต่อสู้กับฝ่ายประเทศตะวันตกเจ้าอาณานิ คมเพื่อเรียกร้องเอกราชและอธิปไตย และปัจจัยชาตินิยมได้กลับมามีอิทธิพลสูงอีกครั้งในยุคโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือที่ด้อยพัฒนาที่ได้รับผลก ระทบร้ายแรงจากพลังโลกาภิวัตน์ในด้านต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับกัมพูชานั้น ปัจจัยชาตินิยมนับว่ามีอิทธิพลต่อการกำหนดและการดำเนินนโยบายต่างประเทศของก ัมพูชาอย่างมากมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของการเมืองภายในกัมพูชาและการเมืองระหว่างประเทศ ดังเป็นที่ประจักษ์ตลอดมาว่าทุกครั้งที่มีการหาเสียงช่วงฤดูการเลือกตั้งในก ัมพูชาทุกพรรคการเมืองจะแข่งขันแสดงความเป็นชาตินิยมเหนือพรรคคู่แข่ง รวมทั้งนำเรื่องของความเจริญรุ่งโรจน์ของอาณาจักรขอมในอดีตมาเป็นเครื่องมือ หาเสียง โดยปลุกระดมประชาชนให้เกิดความรักชาติและความหวังที่จะทำให้กัมพูชากลับมาเป ็นประเทศที่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต (ในประเด็นนี้สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงพนมเปญถูกเผาเมื่อ 5 ปีก่อน คือตัวอย่างของการตกเป็นเหยื่อของพิษร้ายของปัจจัยชาตินิยม และความขัดแย้งภายในการเมืองของกัมพูชา) และสำหรับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ครั้งล่าสุดนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ฝ่ายกัมพูชาใช้ปัจจัยชาตินิยมช่วงการหาเสียงเลือกตั้ ง และช่วงมีปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่ฝ่ายเดียวของกัมพูชา อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของปร ะชาชนกัมพูชาที่มีต่อปัญหาต่างๆ ภายในประเทศไปสู่ภายนอกประเทศ สรุป นโยบายต่างประเทศจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นนโยบายต่างประเทศที่รู้เขาร ู้เราอย่างแท้จริงได้ อย่างน้อยที่สุดจำต้องนำความจริงและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อ 1 – 4 ข้างต้น มาประกอบการพิจารณาอย่างจริงจัง จึงจะเป็นนโยบายต่างประเทศที่สามารถปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติได้
ความคิดเห็น
ข้าพเจ้าคิดว่าเกมนี้เป็นเกมการเมือง ทั้งการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศเพราะฉะนั้นชั้นเชิงทางการเมืองการต่างประเทศ ของฮุนเซนไมใช่ระดับธรรมดา
กรณีมรดกโลกเขาพระวิหารจากที่เดิมเคยหนุนการเป็นคัดค้าน แล้วยิ่งรัฐบาลปล่อยให้ พธม ไปอ่านแถลงการณ์ ที่ตีนเขานั่นอีก ฮุนเซนเลยเล่นกลับด้วยการจี้แทงใจดำของรัฐบาลชุดนี้ อีกทั้งทางกัมพูชา ต้องการยกระดับเรื่องข้อพิพาทบนพื้นที่ทับซ้อนนี้ ให้เป็นเรื่องระดับนานาชาติ เพราะเค้าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ จากคำพิพากษาของศาลโลก แต่ในขณะที่ไทย ต้องการให้อยู่ในแค่เรื่องระหว่าง 2 ประเทศถ้าเปรียบกับเมื่อก่อนเพราะว่าเขมรพึ่งพิงเราไว้เยอะ สินค้าที่ขายในเขมรส่วนใหญ่มาจากไทย ปัจจุบัน เขมรมีทางเลือกมากเพราะเข้ามีทางเลือกที่จะไปใช้สินค้าจากเวียดนาม เนื่องจากทางด้านเวียดนามโตขึ้นมาก แถมความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ดีขึ้น
รวมถึงทางกัมพูชา คงคิดว่า ยังไงเสียรัฐบาลชุดนี้คงอยู่ได้ไม่นาน และคงไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญ แถมเร่งเร้าสร้างเงื่อนไข ฝ่ายไทยเสียอีกที่มีแต่เสีย เพราะคนไทยไปลงทุนที่โน้นไว้เยอะ เห็นได้จากช่วงที่เกิดปัญหา เผาสถานฑูต มีโรงแรมที่เป็นคนไทย หลายโรง ก็โดนผลกระทบนี้เหมือนกัน สิ่งที่เขมรจะเสียน่าจะมีเรื่องเดียว คือลูกค้าในคาสิโนอาจจะลดลง หากมีการปิดพรหมแดน แต่อาจไม่มาก เพราะพวกขาประจำ คงลักลอบไปเล่นได้อยู่แล้ว
นางสาว แอนนา กลับสติ ห้อง ส.50 เลขที่ 43
การยื่นขอสิทธิในรัฐธรรมนูญ
การยื่นขอสิทธิในรัฐธรรมนูญ
ข่าวที่น่าสนใจตอนนี้ ส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ คือ the recognition of Buddhism as the national religion in a new constitution ,and the guarantee of equal rights for men and women, the charter of Constitution should also include a reference to those of other sexual orientation. แปลว่า พระต้องการให้บรรจุ คำว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติไทย ส่วนพวกเบี่ยงเบนทางเพศ หรือเพศที่สาม ต้องการให้รัฐธรรมนูญรับรู้และให้สิทธิเสรีภาพ เท่าเทียมกับ เพศที่หนึ่ง และเพศที่สอง โดยที่หลายฝ่ายล้วนมีเรื่องของตน ที่ต้องการให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่า หากคราวนี้รัฐธรรมนูญของอำนาจเผด็จการใส่หลักการไว้ไม่ครบถ้วน เมื่อประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินอีกครั้งคงต้องแก้ไขกันให้ถึงที่สุด อย่างนั้นหรือ คำตอบที่น่าสนใจคือ ความจริงแล้ว รัฐธรรมนูญที่เป็นสากลนิยม จะกำหนดหลักการไว้อย่างกว้างๆ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายลูกที่ต้องออกมารองรับรายละเอียดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งตกลงกันไม่ได้ แน่นอนมีคนได้ต้องมีคนเสียอย่างน้อยตอนนี้ที่แคนาดา ราเกซ สักเสนา กำลังอยู่อย่างเป็นสุข เพราะแคนาดาไม่สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาประเทศเผด็จการอย่างบ้านเรา
ข่าวที่น่าสนใจตอนนี้ ส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ คือ the recognition of Buddhism as the national religion in a new constitution ,and the guarantee of equal rights for men and women, the charter of Constitution should also include a reference to those of other sexual orientation. แปลว่า พระต้องการให้บรรจุ คำว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติไทย ส่วนพวกเบี่ยงเบนทางเพศ หรือเพศที่สาม ต้องการให้รัฐธรรมนูญรับรู้และให้สิทธิเสรีภาพ เท่าเทียมกับ เพศที่หนึ่ง และเพศที่สอง โดยที่หลายฝ่ายล้วนมีเรื่องของตน ที่ต้องการให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่า หากคราวนี้รัฐธรรมนูญของอำนาจเผด็จการใส่หลักการไว้ไม่ครบถ้วน เมื่อประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินอีกครั้งคงต้องแก้ไขกันให้ถึงที่สุด อย่างนั้นหรือ คำตอบที่น่าสนใจคือ ความจริงแล้ว รัฐธรรมนูญที่เป็นสากลนิยม จะกำหนดหลักการไว้อย่างกว้างๆ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายลูกที่ต้องออกมารองรับรายละเอียดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งตกลงกันไม่ได้ แน่นอนมีคนได้ต้องมีคนเสียอย่างน้อยตอนนี้ที่แคนาดา ราเกซ สักเสนา กำลังอยู่อย่างเป็นสุข เพราะแคนาดาไม่สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาประเทศเผด็จการอย่างบ้านเรา
วิเคราะหข่าว
จากประเด็นข่าวดังกล่าวมีประชาชนส่วนหนึ่งที่ต้องการให้มีการระบุความต้องการของตนลงรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็นก็คือ
ประเด็นแรก พระต้องการให้บรรจุ คำว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติไทย จากความต้องการดังกล่าวเป็นความไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเพราะว่าถ้ามีการระบุว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทยแล้วนั้นนั่นก็หมายถึงว่าเป็นการบังคับให้ประชาชนทั้งหมดต้องหันมานับถือศาสนาพุทธซึ่งก็ถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพและถ้าประชาชนผู้ใดนับถือศาสนาอื่นนอกจากศาสนาพุทธถือว่าเป็นการผิดกฎหมายไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญดังนั้นข้าพเจ้าจึงเสนอความเห็นในเรื่องนี้ว่าในการที่จะระบุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินั้นไม่สมควรที่จะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเพราะว่าการให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งเราจะเอาความคิดของผู้หนึ่งผู้ใดไม่ได้
ประเด็นที่สองคือเพศที่สาม ต้องการให้รัฐธรรมนูญรับรู้และให้สิทธิเสรีภาพ เท่าเทียมกับ เพศที่หนึ่ง และเพศที่สอง จากข้อนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ควรที่จะระบุเพราะว่าในรัฐธรรมนูญไทยนั้นก็ได้ให้สิทธิและเสรีภาพประชาชนทุกคนอยู่แล้วและมีการระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญซึ่งในรัฐธรรมนูญไทยนั้นก็ไม่ได้ระบุว่าผู้ใดที่มีลักษณะนิสัยและร่างกายที่ผิดบิดเบี้ยนไปจากธรรมชาตินั้นไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับประชาชนผู้อื่น
ดังนั้นจากความต้องการทั้ง 2 ประเด็นที่ว่าพระต้องการให้บรรจุ คำว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติไทยและเพศที่สาม ต้องการให้รัฐธรรมนูญรับรู้และให้สิทธิเสรีภาพ เท่าเทียมกับ เพศที่หนึ่ง และเพศที่สองนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่งที่จะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญไทยเพราะว่ารัฐธรรมนูญไทยก็ได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่าความเสมอภาค ตาม มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
จัดทำโดย
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้องสังคม 50 เลขที่ 35
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552
โครงการมาบตาพุด
ศาลปค.สั่งระงับก่อสร้าง76โครงการมาบตาพุด
ศาลปกครองกลาง องค์คณะที่ 19 โดยนายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นตุลาการเจ้าของสำนวนมีคำสั่งเมื่วันที่ 29กันยายน 2552 ให้บรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี ให้ระงับ 76 โครงการ(มูลค่า 400,000 ล้านบาท)ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อเมแห่งชาติและหน่วยงานของรัฐรวม 8 แห่งอนุมัติให้ดำเนินการในพื้นที่ชุมชนมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อคุ้มครองชุมชนมาบตาพุดในด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ
คดีนี้ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและประชาชนชาวมาบตาพุด รวม43 ราย ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่า ร่วมกันออกคำสั่งโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน วิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ตลอดจนละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
โดยเฉพาะตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่ จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน และให้องค์กรอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพเสียก่อน
แต่ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2550มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดยังคงรับเรื่อง พิจารณา หรือให้ความเห็นชอบ อนุมัติ อนุญาตให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพในพื้นที่จังหวัดระยองตามปกติเหมือนที่เคยทำมา มีจำนวนถึงกว่า 76 โครงการ โดยไม่สนใจว่า จะต้องนำบทบัญญัติของกฎหมายมาไปปฏิบัติในทันที
ในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกับพวกได้ยื่นคำขอมาพร้อมกับคำฟ้องโดยขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยขอให้ศาลมีคำสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรม จำนวน 76 โครงการ ที่กำลังดำเนินการในพื้นที่ตำบลมาบตาพุด อำเภอบ้านฉาง และใกล้เคียงจังหวัดระยอง ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนศาลจะมีคำพิพากษา
ศาลมีคำสั่งให้คู่กรณีมาฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 และมีคำสั่งให้คู่กรณีจัดส่งเอกสารและข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา และได้นัดไต่สวนเพื่อฟังคำชี้แจงของคู่กรณีและฟังถ้อยคำของผู้มีส่วนได้เสียเมื่อวันที่ 23กันยายน 2552 เพื่อรับฟังคำชี้แจงและการให้ถ้อยคำด้วยวาจาประกอบเอกสารที่ได้ยื่นต่อศาลไว้แล้ว
ศาลพิเคราะห์ว่า จากคำชี้แจงของผู้ฟ้องคดีที่ 3 ถึงที่ 43ประกอบรายงานการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งการประกาศเขตควบคุมมลพิษเมื่อวันที่ 30เมษายน 2552 แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่ตรงกันว่า ในเวลาที่ผ่านมาและในปัจจุบันปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมบริเวณชุมชนมาบตาพุดมีอยู่จริงและมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และสถานการณ์ของปัญหามลพิษมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น จึงต้องประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ จึงเห็นว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีตามที่ขอมาใช้ได้ และผู้ขอจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปหากมีการอนุญาตให้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
กรณีความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลพิเคราะห์ว่า โดยรัฐธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24สิงหาคม 2550 ซึ่งตามหลักสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญทำให้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับทันที โดยไม่ต้องรอให้มีการบัญญัติกฎหมายอนุวัตรการให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวเสียก่อน และศาลปกครองต้องผูกพันในการใช้บังคับและการตีความกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย ตามมาตรา27 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่บัญญัติว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง
เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 67 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ได้บัญญัติ รับรองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยที่เป็นเนื้อหาสำคัญไว้ คือ สิทธิในการดํารงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน เพื่อเป็นเจตจำนงให้การบริหารราชการแผ่นดินต้องตระหนักถึงสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ดี และเพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของการคุ้มครองสิทธิดังกล่าว ได้บัญญัติรับรองสิทธิที่เป็นกระบวนการเพื่อสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิดังกล่าวไว้ในมาตราเดียวกัน ได้แก่ สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์บํารุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
และในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ยังได้บัญญัติเจตนารมณ์หลักในการคุ้มครองสิทธิดังกล่าวไว้ คือ ห้ามดําเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ แต่ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ภายใต้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ การศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย
และให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากร ธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดําเนินการดังกล่าว แต่หลักเกณฑ์ที่กล่าวมาเป็นเพียงข้อยกเว้น จึงต้องได้รับการปฏิบัติโดยเคร่งครัด คือ เมื่อจะออกใบอนุญาตให้แก่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง ให้ครบถ้วนเสียก่อน
นอกจากนี้ มาตรา 67 วรรคสาม ได้บัญญัติมาตรการซึ่งเป็นสภาพบังคับเพื่อให้มีการปฏิบัติให้เป็นบทบัญญัติมาตรา 67 คือ การรับรองสิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้
และเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ มีเจตนารมณ์เพื่อให้มีการกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงไว้เป็นการล่วงหน้า เพื่อแต่ละโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวจะได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ตามหลักการป้องกันล่วงหน้า ไม่มีเจตนารมณ์ให้มีการออกใบอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงก่อน แล้วใช้หลักการควบคุมหรือหลักการเยียวยาหากเกิดความเสียหายขึ้นในภายหลัง เนื่องจากหลักการควบคุมหรือหลักการเยียวยาไม่ใช่หลักประกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการคุ้มครองสิทธิการดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพหรือคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขในภายหลัง หลายประการ
ดังนั้น จึงกำหนดหลักการป้องกันล่วงหน้า ทั้งที่เป็นกระบวนการไว้ในบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง คือ การมีส่วนร่วม การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและจากองค์กรต่างๆ เป็นต้น และกำหนดหลักการซึ่งเป็นสภาพบังคับไว้ในบทบัญญัติมาตรา 67 รรคสาม คือ การฟ้องคดีเพื่อบังคับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรานี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 27ของรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่า คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐต้องผูกพันในการใช้อำนาจ เพื่อกำหนดว่าประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ธรรมชาติและสุขภาพ ในทันทีที่บทบัญญัติมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ครบถ้วนก่อนที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะพิจารณาออกใบอนุญาตตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
เมื่อพิเคราะห์จากคำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดที่ว่า ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับเมื่อ 24 สิงหาคม 2550 มีการออกใบอนุญาตให้แก่โครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารคำท้ายฟ้อง โดยยังไม่ได้มีการกำหนดว่าโครงการหรือกิจกรรมใดเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ รวมทั้งยังไม่ได้ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง
ศาลเห็นว่า เป็นกรณีที่มีปัญหาความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
กรณีปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐหากกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี ศาลพิเคราะห์ว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้น และอาจจะเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐตามคำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปด และถ้อยคำของผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของโครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ตามที่กล่าวมานั้น สามารถป้องกันแก้ไขและบรรเทาให้ลดน้อยลงได้ด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ ตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ และการบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน และเห็นว่า การบริหารงานของรัฐนั้น ยังต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคม ตามหลักนิติธรรมตามที่บทบัญญัติไว้ในมาตรา 3 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ และหลักการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ตามมาตรา 3/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
ดังนั้น เมื่อมีกรณีปัญหาความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการดํารงชีพอยู่ได้อย่างปกติ และต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพที่เป็นเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญ การกระทำทางการปกครองใดที่มีปัญหาเกี่ยวกับความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเหตุที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องตระหนัก
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการของโรงงานอุตสาหกรรม ที่ก่อมลพิษสูงซึ่งรวมกันอยู่ในพื้นที่มาบตาพุด อันเป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของประเทศมีอยู่จริง และส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์ของปัญหามลพิษมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น จึงมีเหตุจำเป็นและเป็นการยุติธรรม และสมควรตามหลักนิติธรรม หลักการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และหลักการบริหารงานของรัฐอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการ เพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี
ศาลจึงมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา ดังนี้
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปด สั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับใบอนุญาต ก่อนวันประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นประเภทโครงการ หรือกิจกรรมที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 16 มิถุนายน2552
ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 67วรรคสอง
Tags : มาบตาพุด
ศาลปกครองกลาง องค์คณะที่ 19 โดยนายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นตุลาการเจ้าของสำนวนมีคำสั่งเมื่วันที่ 29กันยายน 2552 ให้บรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี ให้ระงับ 76 โครงการ(มูลค่า 400,000 ล้านบาท)ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อเมแห่งชาติและหน่วยงานของรัฐรวม 8 แห่งอนุมัติให้ดำเนินการในพื้นที่ชุมชนมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อคุ้มครองชุมชนมาบตาพุดในด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ
คดีนี้ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและประชาชนชาวมาบตาพุด รวม43 ราย ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่า ร่วมกันออกคำสั่งโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน วิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ตลอดจนละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
โดยเฉพาะตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่ จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน และให้องค์กรอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพเสียก่อน
แต่ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2550มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดยังคงรับเรื่อง พิจารณา หรือให้ความเห็นชอบ อนุมัติ อนุญาตให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพในพื้นที่จังหวัดระยองตามปกติเหมือนที่เคยทำมา มีจำนวนถึงกว่า 76 โครงการ โดยไม่สนใจว่า จะต้องนำบทบัญญัติของกฎหมายมาไปปฏิบัติในทันที
ในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกับพวกได้ยื่นคำขอมาพร้อมกับคำฟ้องโดยขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยขอให้ศาลมีคำสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรม จำนวน 76 โครงการ ที่กำลังดำเนินการในพื้นที่ตำบลมาบตาพุด อำเภอบ้านฉาง และใกล้เคียงจังหวัดระยอง ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนศาลจะมีคำพิพากษา
ศาลมีคำสั่งให้คู่กรณีมาฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 และมีคำสั่งให้คู่กรณีจัดส่งเอกสารและข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา และได้นัดไต่สวนเพื่อฟังคำชี้แจงของคู่กรณีและฟังถ้อยคำของผู้มีส่วนได้เสียเมื่อวันที่ 23กันยายน 2552 เพื่อรับฟังคำชี้แจงและการให้ถ้อยคำด้วยวาจาประกอบเอกสารที่ได้ยื่นต่อศาลไว้แล้ว
ศาลพิเคราะห์ว่า จากคำชี้แจงของผู้ฟ้องคดีที่ 3 ถึงที่ 43ประกอบรายงานการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งการประกาศเขตควบคุมมลพิษเมื่อวันที่ 30เมษายน 2552 แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่ตรงกันว่า ในเวลาที่ผ่านมาและในปัจจุบันปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมบริเวณชุมชนมาบตาพุดมีอยู่จริงและมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และสถานการณ์ของปัญหามลพิษมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น จึงต้องประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ จึงเห็นว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีตามที่ขอมาใช้ได้ และผู้ขอจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปหากมีการอนุญาตให้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
กรณีความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลพิเคราะห์ว่า โดยรัฐธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24สิงหาคม 2550 ซึ่งตามหลักสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญทำให้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับทันที โดยไม่ต้องรอให้มีการบัญญัติกฎหมายอนุวัตรการให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวเสียก่อน และศาลปกครองต้องผูกพันในการใช้บังคับและการตีความกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย ตามมาตรา27 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่บัญญัติว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง
เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 67 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ได้บัญญัติ รับรองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยที่เป็นเนื้อหาสำคัญไว้ คือ สิทธิในการดํารงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน เพื่อเป็นเจตจำนงให้การบริหารราชการแผ่นดินต้องตระหนักถึงสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ดี และเพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของการคุ้มครองสิทธิดังกล่าว ได้บัญญัติรับรองสิทธิที่เป็นกระบวนการเพื่อสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิดังกล่าวไว้ในมาตราเดียวกัน ได้แก่ สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์บํารุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
และในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ยังได้บัญญัติเจตนารมณ์หลักในการคุ้มครองสิทธิดังกล่าวไว้ คือ ห้ามดําเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ แต่ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ภายใต้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ การศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย
และให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากร ธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดําเนินการดังกล่าว แต่หลักเกณฑ์ที่กล่าวมาเป็นเพียงข้อยกเว้น จึงต้องได้รับการปฏิบัติโดยเคร่งครัด คือ เมื่อจะออกใบอนุญาตให้แก่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง ให้ครบถ้วนเสียก่อน
นอกจากนี้ มาตรา 67 วรรคสาม ได้บัญญัติมาตรการซึ่งเป็นสภาพบังคับเพื่อให้มีการปฏิบัติให้เป็นบทบัญญัติมาตรา 67 คือ การรับรองสิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้
และเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ มีเจตนารมณ์เพื่อให้มีการกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงไว้เป็นการล่วงหน้า เพื่อแต่ละโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวจะได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ตามหลักการป้องกันล่วงหน้า ไม่มีเจตนารมณ์ให้มีการออกใบอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงก่อน แล้วใช้หลักการควบคุมหรือหลักการเยียวยาหากเกิดความเสียหายขึ้นในภายหลัง เนื่องจากหลักการควบคุมหรือหลักการเยียวยาไม่ใช่หลักประกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการคุ้มครองสิทธิการดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพหรือคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขในภายหลัง หลายประการ
ดังนั้น จึงกำหนดหลักการป้องกันล่วงหน้า ทั้งที่เป็นกระบวนการไว้ในบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง คือ การมีส่วนร่วม การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและจากองค์กรต่างๆ เป็นต้น และกำหนดหลักการซึ่งเป็นสภาพบังคับไว้ในบทบัญญัติมาตรา 67 รรคสาม คือ การฟ้องคดีเพื่อบังคับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรานี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 27ของรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่า คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐต้องผูกพันในการใช้อำนาจ เพื่อกำหนดว่าประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ธรรมชาติและสุขภาพ ในทันทีที่บทบัญญัติมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ครบถ้วนก่อนที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะพิจารณาออกใบอนุญาตตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
เมื่อพิเคราะห์จากคำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดที่ว่า ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับเมื่อ 24 สิงหาคม 2550 มีการออกใบอนุญาตให้แก่โครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารคำท้ายฟ้อง โดยยังไม่ได้มีการกำหนดว่าโครงการหรือกิจกรรมใดเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ รวมทั้งยังไม่ได้ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง
ศาลเห็นว่า เป็นกรณีที่มีปัญหาความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
กรณีปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐหากกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี ศาลพิเคราะห์ว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้น และอาจจะเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐตามคำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปด และถ้อยคำของผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของโครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ตามที่กล่าวมานั้น สามารถป้องกันแก้ไขและบรรเทาให้ลดน้อยลงได้ด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ ตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ และการบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน และเห็นว่า การบริหารงานของรัฐนั้น ยังต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคม ตามหลักนิติธรรมตามที่บทบัญญัติไว้ในมาตรา 3 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ และหลักการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ตามมาตรา 3/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
ดังนั้น เมื่อมีกรณีปัญหาความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการดํารงชีพอยู่ได้อย่างปกติ และต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพที่เป็นเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญ การกระทำทางการปกครองใดที่มีปัญหาเกี่ยวกับความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเหตุที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องตระหนัก
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการของโรงงานอุตสาหกรรม ที่ก่อมลพิษสูงซึ่งรวมกันอยู่ในพื้นที่มาบตาพุด อันเป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของประเทศมีอยู่จริง และส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์ของปัญหามลพิษมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น จึงมีเหตุจำเป็นและเป็นการยุติธรรม และสมควรตามหลักนิติธรรม หลักการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และหลักการบริหารงานของรัฐอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการ เพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี
ศาลจึงมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา ดังนี้
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปด สั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับใบอนุญาต ก่อนวันประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นประเภทโครงการ หรือกิจกรรมที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 16 มิถุนายน2552
ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 67วรรคสอง
Tags : มาบตาพุด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
