กลุ่มเสื้อเหลือง-เสื้อแดง
การที่มีการชุมนุมบุคคลในกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง เป็นการอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตราใดและจริงหรือไม่กับคำกล่าวนี้?
กรณีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มเสื้อแดง ทั้ง 2 กลุ่มนี้อ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามมาตราในรัฐธรรมนูญดังนี้ ประการแรกการอ้างสิทธิในการชุมนุมจะต้องเป็นการอ้างสิทธิโดยชอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญมาตรา 28 วรรคแรก ได้วางหลักในการอ้างสิทธิว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคมที่ประชาชนตกลงว่าให้เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐเพื่อให้สังคมสงบสุข มีระเบียบแบบแผนในการปกครองประเทศ ตลอดจนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐ การอ้างสิทธิเสรีภาพใดๆที่ได้รับการรับรองไว้จึงต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นเอง หากการอ้างสิทธิ์นั้นเป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญก็เท่ากับว่าเป็นการขัดแย้งกับเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ประการที่สองการชุมนุมจะต้องเป็นการใช้เสรีภาพตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดเสรีภาพในการชุมนุมไว้ในมาตรา 63 “มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือ ในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”
ประการที่สามการชุมนุมจะต้องคำนึงถึงหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพต่างๆจะได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉันใดในทางกลับกันประชาชนก็จะมี“หน้าที่” ต่อรัฐฉันนั้น เมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ของประชาชนตามมาตรา คือ มาตรา 71 และ มาตรา 74รัฐธรรมนูญปัจจุบันจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ของพลเมืองไว้ในหมวด 4 เพียง 5 มาตรา (มาตรา 70-74) และหากพิจารณาหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญกับเสรีภาพในการชุมนุมแล้วจะพบมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงอยู่ 2
“มาตรา 71 บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย
มาตรา 74 บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมอำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิขอให้บุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือผู้บังคับบัญชาของบุคคลดังกล่าว ชี้แจง แสดงเหตุผล และขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้”
จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้กลุ่มของเสื้อเหลือง- แดงได้อ้างมาตราตามรัฐธรรมนูญจริงอยู่แต่ว่าในด้านพฤติกรรมต่างๆนั้นไม่ได้เป็นไปในแนวทางที่อ้างตามรัฐธรรมนูญนี้ดังจะเห็นได้จากการที่มีเหตุการณ์เรียกร้องทางการเมืองที่ผ่านมาของฝ่าย “เสื้อเหลือง” หรือ “เสื้อแดง” ต่างก็มิได้อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทั้งสองฝ่ายนั้นดำเนินการชุมนุมไปโดย “ไม่สงบและไม่ปราศจากอาวุธ” ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 63 รับรองและคุ้มครองให้ เพราะภาพข่าวที่ออกมาแบบรายวันเห็นได้ชัดว่าแต่ละฝ่ายมีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธเล็กน้อยอย่างไม้ เหล็ก หนังสะติ๊ก ตลอดจนไปถึงอาวุธหนักอย่างปืนหรือระเบิดชนิดต่างๆ ที่สำคัญคือ วิธีการดำเนินการชุมนุม กล่าวคือ การเข้าปิดล้อม หรือบุกยึดสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้ยุทธการไปบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลารวมถึง 9 วัน อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นอย่างร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และกับเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่ “กลุ่มเสื้อแดง” ไปดำเนินการปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภาเพื่อต้องการกันมิให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลออกนอกรัฐสภาได้ โดยผมขอสันนิษฐานไว้ในเบื้องต้นไว้ก่อนว่า “กลุ่มเสื้อแดง” ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามิอาจกระทำได้เนื่องจากกลุ่มตนเองก็ดำเนินการเรียกร้องและประณามการกระทำของ “กลุ่มเสื้อเหลือง”มาก่อนหน้านี้ เราต้องยอมรับกันว่าการชุมนุมที่ผ่านมาเกิดจากการปลุกเร้าของแกนนำที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปลุกระดม มิได้คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญมาตรา 28 ก็บัญญัติไว้โดยประจักษ์ชัดว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพ สามารถใช้ได้เท่าที่ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปแล้ว โดยหลัก เกิดจากการแกนนำของการชุมนุมโดยมิอาจจะปฏิเสธได้ ก็คือการที่นักวิชาการ สส. สว. องค์กรต่างๆ ออกมาให้ความเห็นต่างๆนาๆ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง แต่ท่านเหล่านั้นก็มิได้ให้ความเคารพในกฎหมาย กล่าวคือ บุคคลดังกล่าวต่างก็ออกมาให้ความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนฝ่ายตนเอง หลายครั้งเป็นการบิดเบือนต่อหลักกฎหมาย หลายครั้งก็มองข้ามกฎหมายไป แทนที่จะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของหลักกฎหมาย ดังนั้นจากการกระทำดังกล่าวของทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงนี้เป็นเพียงแค่การอ้างในคำพูดเพียงเท่านั้นและก็มิได้กระทำตามอย่างที่ตามมาตราของรัฐธรรมนูญซึ่งได้อ้างไว้
จัดทำโดย
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้อง ส.50 เลขที่ 35
กรณีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มเสื้อแดง ทั้ง 2 กลุ่มนี้อ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามมาตราในรัฐธรรมนูญดังนี้ ประการแรกการอ้างสิทธิในการชุมนุมจะต้องเป็นการอ้างสิทธิโดยชอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญมาตรา 28 วรรคแรก ได้วางหลักในการอ้างสิทธิว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคมที่ประชาชนตกลงว่าให้เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐเพื่อให้สังคมสงบสุข มีระเบียบแบบแผนในการปกครองประเทศ ตลอดจนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐ การอ้างสิทธิเสรีภาพใดๆที่ได้รับการรับรองไว้จึงต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นเอง หากการอ้างสิทธิ์นั้นเป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญก็เท่ากับว่าเป็นการขัดแย้งกับเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ประการที่สองการชุมนุมจะต้องเป็นการใช้เสรีภาพตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดเสรีภาพในการชุมนุมไว้ในมาตรา 63 “มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือ ในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”
ประการที่สามการชุมนุมจะต้องคำนึงถึงหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพต่างๆจะได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉันใดในทางกลับกันประชาชนก็จะมี“หน้าที่” ต่อรัฐฉันนั้น เมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ของประชาชนตามมาตรา คือ มาตรา 71 และ มาตรา 74รัฐธรรมนูญปัจจุบันจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ของพลเมืองไว้ในหมวด 4 เพียง 5 มาตรา (มาตรา 70-74) และหากพิจารณาหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญกับเสรีภาพในการชุมนุมแล้วจะพบมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงอยู่ 2
“มาตรา 71 บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย
มาตรา 74 บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมอำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิขอให้บุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือผู้บังคับบัญชาของบุคคลดังกล่าว ชี้แจง แสดงเหตุผล และขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้”
จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้กลุ่มของเสื้อเหลือง- แดงได้อ้างมาตราตามรัฐธรรมนูญจริงอยู่แต่ว่าในด้านพฤติกรรมต่างๆนั้นไม่ได้เป็นไปในแนวทางที่อ้างตามรัฐธรรมนูญนี้ดังจะเห็นได้จากการที่มีเหตุการณ์เรียกร้องทางการเมืองที่ผ่านมาของฝ่าย “เสื้อเหลือง” หรือ “เสื้อแดง” ต่างก็มิได้อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทั้งสองฝ่ายนั้นดำเนินการชุมนุมไปโดย “ไม่สงบและไม่ปราศจากอาวุธ” ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 63 รับรองและคุ้มครองให้ เพราะภาพข่าวที่ออกมาแบบรายวันเห็นได้ชัดว่าแต่ละฝ่ายมีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธเล็กน้อยอย่างไม้ เหล็ก หนังสะติ๊ก ตลอดจนไปถึงอาวุธหนักอย่างปืนหรือระเบิดชนิดต่างๆ ที่สำคัญคือ วิธีการดำเนินการชุมนุม กล่าวคือ การเข้าปิดล้อม หรือบุกยึดสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้ยุทธการไปบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลารวมถึง 9 วัน อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นอย่างร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และกับเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่ “กลุ่มเสื้อแดง” ไปดำเนินการปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภาเพื่อต้องการกันมิให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลออกนอกรัฐสภาได้ โดยผมขอสันนิษฐานไว้ในเบื้องต้นไว้ก่อนว่า “กลุ่มเสื้อแดง” ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามิอาจกระทำได้เนื่องจากกลุ่มตนเองก็ดำเนินการเรียกร้องและประณามการกระทำของ “กลุ่มเสื้อเหลือง”มาก่อนหน้านี้ เราต้องยอมรับกันว่าการชุมนุมที่ผ่านมาเกิดจากการปลุกเร้าของแกนนำที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปลุกระดม มิได้คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญมาตรา 28 ก็บัญญัติไว้โดยประจักษ์ชัดว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพ สามารถใช้ได้เท่าที่ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปแล้ว โดยหลัก เกิดจากการแกนนำของการชุมนุมโดยมิอาจจะปฏิเสธได้ ก็คือการที่นักวิชาการ สส. สว. องค์กรต่างๆ ออกมาให้ความเห็นต่างๆนาๆ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง แต่ท่านเหล่านั้นก็มิได้ให้ความเคารพในกฎหมาย กล่าวคือ บุคคลดังกล่าวต่างก็ออกมาให้ความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนฝ่ายตนเอง หลายครั้งเป็นการบิดเบือนต่อหลักกฎหมาย หลายครั้งก็มองข้ามกฎหมายไป แทนที่จะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของหลักกฎหมาย ดังนั้นจากการกระทำดังกล่าวของทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงนี้เป็นเพียงแค่การอ้างในคำพูดเพียงเท่านั้นและก็มิได้กระทำตามอย่างที่ตามมาตราของรัฐธรรมนูญซึ่งได้อ้างไว้
จัดทำโดย
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้อง ส.50 เลขที่ 35

ดีค่ะ
ตอบลบ