กิจกรรมในวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 9 ธันวาคม 2552
การจัดกิจกรรมวันรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 9 ธันวาคม 2552 บริเวณเวที ที่โรงอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย มีนักศึกษาเข้าร่มกิจกรรม 2 สาขาด้วยกัน คือ สาขาวิชาสังคมศึกษา และรัฐประศาสนศาสตร์ โดยเริ่มจากในตอนเช้ามีการร่วมกันร้องเพลงชาติบริเวณหน้าเสาธง ที่วงเวียนภิรมรัตน์ จากนั้นก็จะมีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานที่โรงอาหาร อาจารย์ปนัดดากล่าวเปิดงาน บริเวณงานมีการจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ เช่น การแสดงโมเดลจำลองปัญหาโครงการมาบตาพุด กรณีความขัดแย้งเขาพระวิหาร นครรัฐปัตตานี เหล่านี้เป็นต้น ส่วนการแสดงบนเวที มีการร้องเพลงเปิดงานโดยน้องๆจากโรงเรียนสาธิต หลังจากนั้นก็เป็นการแสดงของโปรแกรม ร.ป.ศ.มีการแสดงละคร การแสดงร้องเพลง การอ่านบทกวี ต่อมาก็เป็นการแสดงของโปรแกรมสังคมศึกษา มีการจัดการแสดง 2 ชุด คือ การอ่านบทกวี เหตุการณ์ 14 ตุลา และการแสดงท่าทางประกอบเพลงขวานไทยใจหนึ่งเดียว และต่อจากนั้นก็มีการแสดงของโปรแกรม ร.ป.ศ.อีก เวลาประมาณ11.30 น.- 12.00 น.ก็เสร็จสิ้นกิจกรรมในช่วงเช้า
ช่วงบ่ายมีการจัดกิจกรรมที่ห้อง 941 คือมีการรับฟังการบรรยายจาก กกต. ในหัวข้อเรื่องประชาธิปไตย และมีโต้วาทีของนักศึกษา ร.ป.ศ. หน้าห้องมีการแจกเอกสารคู่มือในการเข้าร่วมกิจกรรมประกอบ
การจัดกิจกรรมวันรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีการแสดงของนักศึกษาชั้นปีต่าง ๆ ซึ่งการแสดงนั้นเน้นไปในทางปลุกใจให้เยาวชนเกิดจิตสำนึกให้เห็นความสำคัญของการปกครองแบบประชาธิปไตย ถือว่าเป็นการจัดกรรมที่ดี ให้ทั้งความรู้และความบันเทิง ความรู้ต่างๆสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียน และใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตประจำวันได้
กลุ่ม มาบตาพุด
งานที่รับผิดชอบ
1.ร่วมออกแบบโมเดลมาบตาพุด
2.จัดซื้ออุปกรณ์ในการทำโมเดล
3.จัดทำโมเดล
4. จัดป้ายนิเทศโครงการมาบตาพุด
5. เข้าร่วมกิจกรรมในวันงานรัฐธรรมนูญ
6.อ่านบทกลอน เหตุการณ์ 14 ตุลา บนเวที
( นางสาว กิตติยาวดี เทพทัศน์ เลขที่4 ห้อง ส.50 )
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
สิทธิตามรัฐธรรมของผู้สู่งอายุในการรับเบี้ยผู้สูงอายุ
สิทธิตามรัฐธรรมนูญของผุ้สูงอายุในการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2552 เรื่อยมา และโครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่เน้นให้เงินไหลลงสู่เงินประชาชนมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเกี่ยวข้องตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในมาตราต่อไปนี้คือ
ส่วนที่ 5 สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา 53 บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมแก่รัฐ
จุดแข็งของโครงการ
1. เป็นการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งจ่ายเงินให้อยู่ในมือประชาชน ให้มีการจับจ่ายใช้สอยกันทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
2. ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำไม่มีรายได้
จุดอ่อนของโครงการ
1. เงินงบประมาณไม่ได้ลงสู่ผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ
โดยหลักการของโครงการแล้ว มุ่งให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีลำบากยากจน แต่ด้วยที่รัฐบาลไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของผุ้สุงอายุที่จะได้รับช่วยเหลือไว้ ทำให้ผุ้สูงอายุทุกคนมีสิทธิได้รับเบี้ยดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีฐานะดีไม่ลำบากขัดสนด้วย ทำให้การดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และหลักการสมควรให้การช่วย2. ปัญหาในกระบวนการเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ยังมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในกระบวนการจัดการ เช่น จำนวนเงินและระยะเวลาในการโอนเงินไม่แน่นอน การถูกหักเงินเบี้ยยังชีพให้เป็นค่าพาหนะหรือค่าตอบแทนแก่ผู้นำหรือกรรมการที่ไปรับเงินมาให้ การขาดความรู้ความเข้าใจในการเปิดบัญชี ธนาคารในชื่อตนเอง จนส่งผลให้ไม่มีโอกาสตรวจสอบยอดเงินของตนเอง และไม่สามารถคุ้มครองสิทธิตนเองได้ การขาดการติดตามผล ขาดการตรวจสอบถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงาน และการขาดระบบสนับสนุนด้านระบบข้อมูลข่าวสาร3. ความพึงพอใจ ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยทุกคนมีความพอใจ แม้เงินที่ได้รับจะน้อยมากจนไม่เพียงพอต่อการยังชีพที่แท้จริงได้ สำหรับผู้สูงอายุยากจนแท้จริงที่ได้รับเบี้ย รู้สึกว่าตนมีหลักประกันมากขึ้น มีเครดิตทางสังคม มีศักดิ์ศรีในตนเองมากขึ้น เงินจำนวนดังกล่าวยังสามารถตอบสนองในเรื่องค่านิยม ความเชื่อและวัฒนธรรมของตน เช่น การเล่นการพนัน การทำบุญตักบาตร ทำกิจกรรมทางศาสนา4. การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ขาดกระบวนการแสวงหาและระดมการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเกือบทุกระดับ รวมถึงขาดการเสริมสร้างจิตสำนึกสวัสดิการในหมู่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทำให้จิตใจเพื่อการมีส่วนร่วมในชุมชนไม่มีพลัง
ข้อเสนอแนะ
ควรระบุคุณสมบัติของผู้สูงอายุที่ควรได้รับการช่วยเหลือไว้ให้ชัดเจน สิ่งสำคัญที่ใช้ในการกำหนดคือ รายได้ที่ได้รับ ทั้งนี้เพื่อให้เงินงบประมาณสามารถช่วยเหลือกลุ่มคนได้ตรงเป้าหมาย
นางสาวนริสรา อุปมา เลขที่ 14 ห้องสังคมศึกษา 50
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2552 เรื่อยมา และโครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่เน้นให้เงินไหลลงสู่เงินประชาชนมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเกี่ยวข้องตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในมาตราต่อไปนี้คือ
ส่วนที่ 5 สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา 53 บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมแก่รัฐ
จุดแข็งของโครงการ
1. เป็นการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งจ่ายเงินให้อยู่ในมือประชาชน ให้มีการจับจ่ายใช้สอยกันทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
2. ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำไม่มีรายได้
จุดอ่อนของโครงการ
1. เงินงบประมาณไม่ได้ลงสู่ผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ
โดยหลักการของโครงการแล้ว มุ่งให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีลำบากยากจน แต่ด้วยที่รัฐบาลไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของผุ้สุงอายุที่จะได้รับช่วยเหลือไว้ ทำให้ผุ้สูงอายุทุกคนมีสิทธิได้รับเบี้ยดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีฐานะดีไม่ลำบากขัดสนด้วย ทำให้การดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และหลักการสมควรให้การช่วย2. ปัญหาในกระบวนการเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ยังมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในกระบวนการจัดการ เช่น จำนวนเงินและระยะเวลาในการโอนเงินไม่แน่นอน การถูกหักเงินเบี้ยยังชีพให้เป็นค่าพาหนะหรือค่าตอบแทนแก่ผู้นำหรือกรรมการที่ไปรับเงินมาให้ การขาดความรู้ความเข้าใจในการเปิดบัญชี ธนาคารในชื่อตนเอง จนส่งผลให้ไม่มีโอกาสตรวจสอบยอดเงินของตนเอง และไม่สามารถคุ้มครองสิทธิตนเองได้ การขาดการติดตามผล ขาดการตรวจสอบถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงาน และการขาดระบบสนับสนุนด้านระบบข้อมูลข่าวสาร3. ความพึงพอใจ ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยทุกคนมีความพอใจ แม้เงินที่ได้รับจะน้อยมากจนไม่เพียงพอต่อการยังชีพที่แท้จริงได้ สำหรับผู้สูงอายุยากจนแท้จริงที่ได้รับเบี้ย รู้สึกว่าตนมีหลักประกันมากขึ้น มีเครดิตทางสังคม มีศักดิ์ศรีในตนเองมากขึ้น เงินจำนวนดังกล่าวยังสามารถตอบสนองในเรื่องค่านิยม ความเชื่อและวัฒนธรรมของตน เช่น การเล่นการพนัน การทำบุญตักบาตร ทำกิจกรรมทางศาสนา4. การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ขาดกระบวนการแสวงหาและระดมการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเกือบทุกระดับ รวมถึงขาดการเสริมสร้างจิตสำนึกสวัสดิการในหมู่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทำให้จิตใจเพื่อการมีส่วนร่วมในชุมชนไม่มีพลัง
ข้อเสนอแนะ
ควรระบุคุณสมบัติของผู้สูงอายุที่ควรได้รับการช่วยเหลือไว้ให้ชัดเจน สิ่งสำคัญที่ใช้ในการกำหนดคือ รายได้ที่ได้รับ ทั้งนี้เพื่อให้เงินงบประมาณสามารถช่วยเหลือกลุ่มคนได้ตรงเป้าหมาย
นางสาวนริสรา อุปมา เลขที่ 14 ห้องสังคมศึกษา 50
วันรัฐธรรมนูญ
วันรัฐธรรมนูญ
ในวันที่10 ธันวาคม จะเป็นวันรัฐธรรมนูญก็ได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นในวันที่ 9 ในวันรัฐธรรมนูญก็ได้มีเอก ร.ป.ส คณะมนุษย์และสังคมศาสตร์ และวิชาเอกสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มีการจัดกิจรรมต่าง ๆหลายกิจกรรมภายในบริเวณโรงอาหาร ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และได้มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น การจัดโมวเดล เกี่ยวกับ มาบตาพุด มรดกโลกเขาพระวิหาร นครรัฐปัตตานี เป็นต้น แต่ก่อนที่จะจัดกิจกรรมก็ได้มีการร้องเพลงชาติหน้าเสาธง ในเวลา 08:00 น จากนั้นก็จะมีพิธีการเปิดงานโดย อาจารย์ ปนัดดา จะเป็นผู้กล่าวเปิดพิธี จากนั้นจะเป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญ กิจกรรมของห้อง สังคมศึกษาก็จะแบ่งเป็น 2 กิจกรรม โดยกิจกรรมแรกจะเป็นของ ร.ป.ส ก่อนตามคิวไปเรื่อย ๆ จนถึงคิวของห้องสังคมศึกษา กลุ่มแรกจะเป็นการอ่านบทกวีเกี่ยวกับ เหตุการณ์ 14 ตุลา อีกกิจกรรมหนึ่งก็จะเป็นการ ร้องเพลง ขวานไทยใจหนึ่งเดียว พร้อมด้วยภาพประกอบ จากนั้นจะเป็นกิจกรรมอื่นอีกเยอะอย่างเช่น การอ่านบมกวี การแสดงละคร เป็นต้น กิจกรรมในช่วงนี้ก็จะเสร็จสิ้นประมาณ 11:30-12:00 จากนั้นก็จะเป็นการบรรยายในชั้น 4 อาคาร 9 จากวิทยากร ก็จะมีนักศึกษาได้เข้าไปรับฟังการบรรยายในหัวข้อเรื่อง เวทีประชาธิปไตย จากวิทยากร ด้านหน้าห้อง 941ก็จะมีคู่มือแจกให้ก่อนการเข้าไปรับฟังในห้อง ก็จะเป็นของเรื่องคู่มือประชาชนเลือกตั้งท้องถิ่น และท้องถิ่นก้าวไกล ร่วมใจไปใช้สิทธิ ไม่คิดขายเสียงก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ดีไม่ขายเสียงและก็จะมีการประเมินผลการสัมนาด้วย กิจกรมในวันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ดีมีสาระนักศึกษาทุกคนส่วนมากก็จะมีความร่วมมือกันดีได้มีกิจกรรมเรื่องราวต่าง ๆ ที่แสดงบนเวทีให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ พี่ ๆ ได้ชมกันผลงานที่ออกมาก็เป็นที่พึงพอในหมู่เพื่อน ๆ
นางสาว นริสรา อุปมา สังคมศึกษา เลขที่ 14
ในวันที่10 ธันวาคม จะเป็นวันรัฐธรรมนูญก็ได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นในวันที่ 9 ในวันรัฐธรรมนูญก็ได้มีเอก ร.ป.ส คณะมนุษย์และสังคมศาสตร์ และวิชาเอกสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มีการจัดกิจรรมต่าง ๆหลายกิจกรรมภายในบริเวณโรงอาหาร ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และได้มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น การจัดโมวเดล เกี่ยวกับ มาบตาพุด มรดกโลกเขาพระวิหาร นครรัฐปัตตานี เป็นต้น แต่ก่อนที่จะจัดกิจกรรมก็ได้มีการร้องเพลงชาติหน้าเสาธง ในเวลา 08:00 น จากนั้นก็จะมีพิธีการเปิดงานโดย อาจารย์ ปนัดดา จะเป็นผู้กล่าวเปิดพิธี จากนั้นจะเป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญ กิจกรรมของห้อง สังคมศึกษาก็จะแบ่งเป็น 2 กิจกรรม โดยกิจกรรมแรกจะเป็นของ ร.ป.ส ก่อนตามคิวไปเรื่อย ๆ จนถึงคิวของห้องสังคมศึกษา กลุ่มแรกจะเป็นการอ่านบทกวีเกี่ยวกับ เหตุการณ์ 14 ตุลา อีกกิจกรรมหนึ่งก็จะเป็นการ ร้องเพลง ขวานไทยใจหนึ่งเดียว พร้อมด้วยภาพประกอบ จากนั้นจะเป็นกิจกรรมอื่นอีกเยอะอย่างเช่น การอ่านบมกวี การแสดงละคร เป็นต้น กิจกรรมในช่วงนี้ก็จะเสร็จสิ้นประมาณ 11:30-12:00 จากนั้นก็จะเป็นการบรรยายในชั้น 4 อาคาร 9 จากวิทยากร ก็จะมีนักศึกษาได้เข้าไปรับฟังการบรรยายในหัวข้อเรื่อง เวทีประชาธิปไตย จากวิทยากร ด้านหน้าห้อง 941ก็จะมีคู่มือแจกให้ก่อนการเข้าไปรับฟังในห้อง ก็จะเป็นของเรื่องคู่มือประชาชนเลือกตั้งท้องถิ่น และท้องถิ่นก้าวไกล ร่วมใจไปใช้สิทธิ ไม่คิดขายเสียงก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ดีไม่ขายเสียงและก็จะมีการประเมินผลการสัมนาด้วย กิจกรมในวันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ดีมีสาระนักศึกษาทุกคนส่วนมากก็จะมีความร่วมมือกันดีได้มีกิจกรรมเรื่องราวต่าง ๆ ที่แสดงบนเวทีให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ พี่ ๆ ได้ชมกันผลงานที่ออกมาก็เป็นที่พึงพอในหมู่เพื่อน ๆ
นางสาว นริสรา อุปมา สังคมศึกษา เลขที่ 14
งานชิ้นที่ 3 เบี้ยยังชีพสงเคราะห์คนชรา
เบี้ยยังชีพสงเคราะห์คนชรา
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2552 เรื่อยมา และโครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่เน้นให้เงินไหลลงสู่เงินประชาชนมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการนี้มีปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ผู้สูงอายุที่มีความลำบากมากจริง ๆ อาจจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในส่วนนี้ เช่นผู้สูงอายุชราภาพมากร่างกายอ่อนแอ หรือผู้สูงอายุที่อยู่ห่างไกล มีความลำบากด้านการคมนาคม ผู้สูงอายุเหล่านี้อาจไม่ได้รับทราบข่าวสารจากทางการหรือมีความลำบากในการมารับเบี้ยยังชีพ ฯ ปัญหาในส่วนนี้ทำให้ภาครัฐไม่สามารถให้การช่วยเหลือราษฏรได้อย่างทั่วถึง ซึ่งแนวทางในการแก้ไขนั้น รัฐบาลควรที่จะจัดสรรบุคลากรสำหรับการดำเนินการส่วนนี้เป็นพิเศษ เช่น การให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่นำเงินช่วยเหลือไปมอบให้ผู้สูงอายุที่ลำบากมากตามสมควรแล้วแต่ละกรณีจนถึงที่พักอาศัยโดยไม่ต้องให้มารับที่หน่วยงานหรือโอนผ่านบัญชีธนาคาร
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 โดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ในมาตราต่อไปนี้คือ
รัฐธรรมนูญหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชาวไทย
ส่วนที่ 9 สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา 53 บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
จากบทบัญญัติในข้อนี้ สังเกตได้ว่าผู้สูงอายุย่อมได้รับสวัสดิการจากรัฐ ผู้ที่จะได้รับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลในโครงการนี้คือ จะต้องเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปทั้งชายและหญิง และเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิต จึงจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
จะเห็นได้ว่า นโยบายการให้เบี้ยยังชีพคนชรานี้ มุ่งที่จะเสริมสร้างความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นซึ่งมีการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ความเป็นจริงแล้วข้าพเจ้ามองว่าการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ เพียงเดือนละ 500 บาท นั้นไม่เพียงพอกับการใช้จ่ายของผู้สูงอายุในแต่ละเดือน และไม่สามารถที่จะสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างถาวรแก่ผู้สูงอายุได้
( ผู้เขียน นางสาว กิตติยาวดี เทพทัศน์ เลขที่ 4 ห้อง ส. 50 )
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2552 เรื่อยมา และโครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่เน้นให้เงินไหลลงสู่เงินประชาชนมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการนี้มีปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ผู้สูงอายุที่มีความลำบากมากจริง ๆ อาจจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในส่วนนี้ เช่นผู้สูงอายุชราภาพมากร่างกายอ่อนแอ หรือผู้สูงอายุที่อยู่ห่างไกล มีความลำบากด้านการคมนาคม ผู้สูงอายุเหล่านี้อาจไม่ได้รับทราบข่าวสารจากทางการหรือมีความลำบากในการมารับเบี้ยยังชีพ ฯ ปัญหาในส่วนนี้ทำให้ภาครัฐไม่สามารถให้การช่วยเหลือราษฏรได้อย่างทั่วถึง ซึ่งแนวทางในการแก้ไขนั้น รัฐบาลควรที่จะจัดสรรบุคลากรสำหรับการดำเนินการส่วนนี้เป็นพิเศษ เช่น การให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่นำเงินช่วยเหลือไปมอบให้ผู้สูงอายุที่ลำบากมากตามสมควรแล้วแต่ละกรณีจนถึงที่พักอาศัยโดยไม่ต้องให้มารับที่หน่วยงานหรือโอนผ่านบัญชีธนาคาร
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 โดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ในมาตราต่อไปนี้คือ
รัฐธรรมนูญหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชาวไทย
ส่วนที่ 9 สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา 53 บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
จากบทบัญญัติในข้อนี้ สังเกตได้ว่าผู้สูงอายุย่อมได้รับสวัสดิการจากรัฐ ผู้ที่จะได้รับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลในโครงการนี้คือ จะต้องเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปทั้งชายและหญิง และเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิต จึงจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
จะเห็นได้ว่า นโยบายการให้เบี้ยยังชีพคนชรานี้ มุ่งที่จะเสริมสร้างความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นซึ่งมีการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ความเป็นจริงแล้วข้าพเจ้ามองว่าการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ เพียงเดือนละ 500 บาท นั้นไม่เพียงพอกับการใช้จ่ายของผู้สูงอายุในแต่ละเดือน และไม่สามารถที่จะสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างถาวรแก่ผู้สูงอายุได้
( ผู้เขียน นางสาว กิตติยาวดี เทพทัศน์ เลขที่ 4 ห้อง ส. 50 )
วันรัฐธรรมนูญ
ชื่อกลุ่ม มาบตาพุด
งานที่รับผิดชอบในกลุ่ม
1.ออกแบบร่วมกับกลุ่มทำโมเดลมาบตาพุด
2.ซื้อวัสดุและอุปกรณ์
3.ร่วมกับกลุ่มจัดทำโมเดลมาบตาพุด
4.การแสดงกล่าวบทกลอน
ก่อนหน้าวันที่จะจัดงานวันรัฐธรรมนูญก็ร่วมกับเพื่อนๆสมาชิกในกลุ่มจัดทำโมเดลมาบตาพุด ในงานวันรัฐธรรมนูญ ในวันที่จัดงานวันรัฐธรรมนูญวันนั้นในช่วงตอนเช้าก็จะมีร่วมร้องเพลงชาติในวงเวียนภิรมย์รัตน์ เวลา 08.00น. การลงทะเบียนและการเปิดพิธี รวมไปถึงได้มีการจัดแสดงผลงานต่างๆ ของสาขาสังคมศึกษาและสาขารัฐประศาสนศาสตร์ โดยที่มีทั้งการจัดบอร์ดและการจัดแสดงเป็นโมเดลทั้งเขาพระวิหาร มาบตราพุด รวมไปถึงการวาดเรื่องราวออกมาเป็นภาพโปสเตอร์ต่างๆและรวมไปถึงในวันงานนั้นก็มีการจัดการแสดงทั้งละคร การอ่านบทกวี และรวมไปถึงการเต้นจินตลีลา บรรยากาศภายในงานก็มีผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก และในการจัดงานในครั้งนี้เราก็ได้ทั้งความสนุกและก็ความรู้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว และในช่วงของตอนบ่ายก็จะเป็นการลงทะเบียนและรับใบความรู้ และเข้าไปฟังการเสวนาที่จัดขึ้นเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญซึ่งในช่วงบรรยากาศในตอนบ่ายนี้จะเป็นการเน้นในเรื่องของทางด้านวิชาการ ซึ่งจะแตกต่างกับในช่วงตอนเช้าที่มีการแสดง ซึ่งในภาพโดยรวมแล้วนั้นในวันรัฐธรรมนูญนี้ก็ทำให้เราได้รับความรู้ รวมไปถึงความสนุกและก็ได้ฝึกการทำงานร่วมกับกลุ่มได้เป้นอย่างดีอีกด้วย
นางสาว แอนนา กลับสติ ห้อง ส.50 เลขที่ 43
งานที่รับผิดชอบในกลุ่ม
1.ออกแบบร่วมกับกลุ่มทำโมเดลมาบตาพุด
2.ซื้อวัสดุและอุปกรณ์
3.ร่วมกับกลุ่มจัดทำโมเดลมาบตาพุด
4.การแสดงกล่าวบทกลอน
ก่อนหน้าวันที่จะจัดงานวันรัฐธรรมนูญก็ร่วมกับเพื่อนๆสมาชิกในกลุ่มจัดทำโมเดลมาบตาพุด ในงานวันรัฐธรรมนูญ ในวันที่จัดงานวันรัฐธรรมนูญวันนั้นในช่วงตอนเช้าก็จะมีร่วมร้องเพลงชาติในวงเวียนภิรมย์รัตน์ เวลา 08.00น. การลงทะเบียนและการเปิดพิธี รวมไปถึงได้มีการจัดแสดงผลงานต่างๆ ของสาขาสังคมศึกษาและสาขารัฐประศาสนศาสตร์ โดยที่มีทั้งการจัดบอร์ดและการจัดแสดงเป็นโมเดลทั้งเขาพระวิหาร มาบตราพุด รวมไปถึงการวาดเรื่องราวออกมาเป็นภาพโปสเตอร์ต่างๆและรวมไปถึงในวันงานนั้นก็มีการจัดการแสดงทั้งละคร การอ่านบทกวี และรวมไปถึงการเต้นจินตลีลา บรรยากาศภายในงานก็มีผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก และในการจัดงานในครั้งนี้เราก็ได้ทั้งความสนุกและก็ความรู้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว และในช่วงของตอนบ่ายก็จะเป็นการลงทะเบียนและรับใบความรู้ และเข้าไปฟังการเสวนาที่จัดขึ้นเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญซึ่งในช่วงบรรยากาศในตอนบ่ายนี้จะเป็นการเน้นในเรื่องของทางด้านวิชาการ ซึ่งจะแตกต่างกับในช่วงตอนเช้าที่มีการแสดง ซึ่งในภาพโดยรวมแล้วนั้นในวันรัฐธรรมนูญนี้ก็ทำให้เราได้รับความรู้ รวมไปถึงความสนุกและก็ได้ฝึกการทำงานร่วมกับกลุ่มได้เป้นอย่างดีอีกด้วย
นางสาว แอนนา กลับสติ ห้อง ส.50 เลขที่ 43
นโยบายให้เรียนฟรี 15 ปี
ให้นักศึกษาวิเคราะห์ว่า “ การที่รัฐบาลมีนโยบายให้เรียนฟรี 15 ปี ” ให้วิเคราะห์ว่ามีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญคุ้มครองในเรื่องนี้
ในรัฐธรรมนูญมาตราที่ ๔๙ ได้กล่าวไว้ว่า สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐ จะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิ ตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กล่าวว่ารัฐบาลจัดให้เรียนฟรีไม่น้อยกว่า 15 ปีที่แท้ที่จริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะว่าเมื่อรัฐบาลมีนโยบายนี้ออกมาแบบนั้นก็มีผลส่งมาถึงโรงเรียนหรือสถานศึกษา ทางโรงเรียนก็อาจจะจัดให้เด็กเรียนฟรีก็จริงแต่อาจจะเลือกเด็กที่มีคุณภาพ เพราะว่าถ้าพูดกันตามเหตุผลแล้ว ทางโรงเรียนคงไม่กล้าเอาเงินส่วนนึงไปลงทุนเพราะคงคิดว่าเมื่อผลที่อออกมานี้ได้ไม่คุ้มเสียบางทีเด็กที่ไม่มีเงินอาจจะได้เรียน แต่บางทีเด็กที่ไม่มีเงินอาจจะไม่มีสิทธิตรงนี้เลยก็ได้ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปถึงตรงจุดๆนี้ปัญหาที่รัฐบาลพบมีแค่ในเมืองใหญ่หรือในกรุงเทพเท่านั้น แต่อีกหลายพื้นที่เด็กไม่ได้ใช้สิทธิตรงนี้เลยอยากให้นโยบายนี้เข้มแข็งและส่งผลให้ถึงพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญด้วย
นางสาว แอนนา กลับสติ ห้อง ส. 50 เลขที่ 43
ในรัฐธรรมนูญมาตราที่ ๔๙ ได้กล่าวไว้ว่า สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐ จะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิ ตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กล่าวว่ารัฐบาลจัดให้เรียนฟรีไม่น้อยกว่า 15 ปีที่แท้ที่จริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะว่าเมื่อรัฐบาลมีนโยบายนี้ออกมาแบบนั้นก็มีผลส่งมาถึงโรงเรียนหรือสถานศึกษา ทางโรงเรียนก็อาจจะจัดให้เด็กเรียนฟรีก็จริงแต่อาจจะเลือกเด็กที่มีคุณภาพ เพราะว่าถ้าพูดกันตามเหตุผลแล้ว ทางโรงเรียนคงไม่กล้าเอาเงินส่วนนึงไปลงทุนเพราะคงคิดว่าเมื่อผลที่อออกมานี้ได้ไม่คุ้มเสียบางทีเด็กที่ไม่มีเงินอาจจะได้เรียน แต่บางทีเด็กที่ไม่มีเงินอาจจะไม่มีสิทธิตรงนี้เลยก็ได้ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปถึงตรงจุดๆนี้ปัญหาที่รัฐบาลพบมีแค่ในเมืองใหญ่หรือในกรุงเทพเท่านั้น แต่อีกหลายพื้นที่เด็กไม่ได้ใช้สิทธิตรงนี้เลยอยากให้นโยบายนี้เข้มแข็งและส่งผลให้ถึงพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญด้วย
นางสาว แอนนา กลับสติ ห้อง ส. 50 เลขที่ 43
กลุ่มเสื้อเหลือง-เสื้อแดง
กลุ่มเสื้อเหลือง-เสื้อแดง
การที่มีการชุมนุมบุคคลในกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง เป็นการอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตราใดและจริงหรือไม่กับคำกล่าวนี้?
กรณีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มเสื้อแดง ทั้ง 2 กลุ่มนี้อ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามมาตราในรัฐธรรมนูญดังนี้ ประการแรกการอ้างสิทธิในการชุมนุมจะต้องเป็นการอ้างสิทธิโดยชอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญมาตรา 28 วรรคแรก ได้วางหลักในการอ้างสิทธิว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคมที่ประชาชนตกลงว่าให้เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐเพื่อให้สังคมสงบสุข มีระเบียบแบบแผนในการปกครองประเทศ ตลอดจนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐ การอ้างสิทธิเสรีภาพใดๆที่ได้รับการรับรองไว้จึงต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นเอง หากการอ้างสิทธิ์นั้นเป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญก็เท่ากับว่าเป็นการขัดแย้งกับเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ประการที่สองการชุมนุมจะต้องเป็นการใช้เสรีภาพตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดเสรีภาพในการชุมนุมไว้ในมาตรา 63 “มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือ ในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”
ประการที่สามการชุมนุมจะต้องคำนึงถึงหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพต่างๆจะได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉันใดในทางกลับกันประชาชนก็จะมี“หน้าที่” ต่อรัฐฉันนั้น เมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ของประชาชนตามมาตรา คือ มาตรา 71 และ มาตรา 74รัฐธรรมนูญปัจจุบันจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ของพลเมืองไว้ในหมวด 4 เพียง 5 มาตรา (มาตรา 70-74) และหากพิจารณาหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญกับเสรีภาพในการชุมนุมแล้วจะพบมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงอยู่ 2
“มาตรา 71 บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย
มาตรา 74 บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมอำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิขอให้บุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือผู้บังคับบัญชาของบุคคลดังกล่าว ชี้แจง แสดงเหตุผล และขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้”
จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้กลุ่มของเสื้อเหลือง- แดงได้อ้างมาตราตามรัฐธรรมนูญจริงอยู่แต่ว่าในด้านพฤติกรรมต่างๆนั้นไม่ได้เป็นไปในแนวทางที่อ้างตามรัฐธรรมนูญนี้ดังจะเห็นได้จากการที่มีเหตุการณ์เรียกร้องทางการเมืองที่ผ่านมาของฝ่าย “เสื้อเหลือง” หรือ “เสื้อแดง” ต่างก็มิได้อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทั้งสองฝ่ายนั้นดำเนินการชุมนุมไปโดย “ไม่สงบและไม่ปราศจากอาวุธ” ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 63 รับรองและคุ้มครองให้ เพราะภาพข่าวที่ออกมาแบบรายวันเห็นได้ชัดว่าแต่ละฝ่ายมีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธเล็กน้อยอย่างไม้ เหล็ก หนังสะติ๊ก ตลอดจนไปถึงอาวุธหนักอย่างปืนหรือระเบิดชนิดต่างๆ ที่สำคัญคือ วิธีการดำเนินการชุมนุม กล่าวคือ การเข้าปิดล้อม หรือบุกยึดสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้ยุทธการไปบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลารวมถึง 9 วัน อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นอย่างร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และกับเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่ “กลุ่มเสื้อแดง” ไปดำเนินการปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภาเพื่อต้องการกันมิให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลออกนอกรัฐสภาได้ โดยผมขอสันนิษฐานไว้ในเบื้องต้นไว้ก่อนว่า “กลุ่มเสื้อแดง” ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามิอาจกระทำได้เนื่องจากกลุ่มตนเองก็ดำเนินการเรียกร้องและประณามการกระทำของ “กลุ่มเสื้อเหลือง”มาก่อนหน้านี้ เราต้องยอมรับกันว่าการชุมนุมที่ผ่านมาเกิดจากการปลุกเร้าของแกนนำที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปลุกระดม มิได้คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญมาตรา 28 ก็บัญญัติไว้โดยประจักษ์ชัดว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพ สามารถใช้ได้เท่าที่ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปแล้ว โดยหลัก เกิดจากการแกนนำของการชุมนุมโดยมิอาจจะปฏิเสธได้ ก็คือการที่นักวิชาการ สส. สว. องค์กรต่างๆ ออกมาให้ความเห็นต่างๆนาๆ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง แต่ท่านเหล่านั้นก็มิได้ให้ความเคารพในกฎหมาย กล่าวคือ บุคคลดังกล่าวต่างก็ออกมาให้ความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนฝ่ายตนเอง หลายครั้งเป็นการบิดเบือนต่อหลักกฎหมาย หลายครั้งก็มองข้ามกฎหมายไป แทนที่จะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของหลักกฎหมาย ดังนั้นจากการกระทำดังกล่าวของทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงนี้เป็นเพียงแค่การอ้างในคำพูดเพียงเท่านั้นและก็มิได้กระทำตามอย่างที่ตามมาตราของรัฐธรรมนูญซึ่งได้อ้างไว้
จัดทำโดย
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้อง ส.50 เลขที่ 35
กรณีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มเสื้อแดง ทั้ง 2 กลุ่มนี้อ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามมาตราในรัฐธรรมนูญดังนี้ ประการแรกการอ้างสิทธิในการชุมนุมจะต้องเป็นการอ้างสิทธิโดยชอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญมาตรา 28 วรรคแรก ได้วางหลักในการอ้างสิทธิว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคมที่ประชาชนตกลงว่าให้เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐเพื่อให้สังคมสงบสุข มีระเบียบแบบแผนในการปกครองประเทศ ตลอดจนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐ การอ้างสิทธิเสรีภาพใดๆที่ได้รับการรับรองไว้จึงต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นเอง หากการอ้างสิทธิ์นั้นเป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญก็เท่ากับว่าเป็นการขัดแย้งกับเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ประการที่สองการชุมนุมจะต้องเป็นการใช้เสรีภาพตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดเสรีภาพในการชุมนุมไว้ในมาตรา 63 “มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือ ในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”
ประการที่สามการชุมนุมจะต้องคำนึงถึงหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพต่างๆจะได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉันใดในทางกลับกันประชาชนก็จะมี“หน้าที่” ต่อรัฐฉันนั้น เมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ของประชาชนตามมาตรา คือ มาตรา 71 และ มาตรา 74รัฐธรรมนูญปัจจุบันจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ของพลเมืองไว้ในหมวด 4 เพียง 5 มาตรา (มาตรา 70-74) และหากพิจารณาหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญกับเสรีภาพในการชุมนุมแล้วจะพบมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงอยู่ 2
“มาตรา 71 บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย
มาตรา 74 บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมอำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิขอให้บุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือผู้บังคับบัญชาของบุคคลดังกล่าว ชี้แจง แสดงเหตุผล และขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้”
จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้กลุ่มของเสื้อเหลือง- แดงได้อ้างมาตราตามรัฐธรรมนูญจริงอยู่แต่ว่าในด้านพฤติกรรมต่างๆนั้นไม่ได้เป็นไปในแนวทางที่อ้างตามรัฐธรรมนูญนี้ดังจะเห็นได้จากการที่มีเหตุการณ์เรียกร้องทางการเมืองที่ผ่านมาของฝ่าย “เสื้อเหลือง” หรือ “เสื้อแดง” ต่างก็มิได้อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทั้งสองฝ่ายนั้นดำเนินการชุมนุมไปโดย “ไม่สงบและไม่ปราศจากอาวุธ” ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 63 รับรองและคุ้มครองให้ เพราะภาพข่าวที่ออกมาแบบรายวันเห็นได้ชัดว่าแต่ละฝ่ายมีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธเล็กน้อยอย่างไม้ เหล็ก หนังสะติ๊ก ตลอดจนไปถึงอาวุธหนักอย่างปืนหรือระเบิดชนิดต่างๆ ที่สำคัญคือ วิธีการดำเนินการชุมนุม กล่าวคือ การเข้าปิดล้อม หรือบุกยึดสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้ยุทธการไปบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลารวมถึง 9 วัน อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นอย่างร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และกับเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่ “กลุ่มเสื้อแดง” ไปดำเนินการปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภาเพื่อต้องการกันมิให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลออกนอกรัฐสภาได้ โดยผมขอสันนิษฐานไว้ในเบื้องต้นไว้ก่อนว่า “กลุ่มเสื้อแดง” ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามิอาจกระทำได้เนื่องจากกลุ่มตนเองก็ดำเนินการเรียกร้องและประณามการกระทำของ “กลุ่มเสื้อเหลือง”มาก่อนหน้านี้ เราต้องยอมรับกันว่าการชุมนุมที่ผ่านมาเกิดจากการปลุกเร้าของแกนนำที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปลุกระดม มิได้คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญมาตรา 28 ก็บัญญัติไว้โดยประจักษ์ชัดว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพ สามารถใช้ได้เท่าที่ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปแล้ว โดยหลัก เกิดจากการแกนนำของการชุมนุมโดยมิอาจจะปฏิเสธได้ ก็คือการที่นักวิชาการ สส. สว. องค์กรต่างๆ ออกมาให้ความเห็นต่างๆนาๆ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง แต่ท่านเหล่านั้นก็มิได้ให้ความเคารพในกฎหมาย กล่าวคือ บุคคลดังกล่าวต่างก็ออกมาให้ความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนฝ่ายตนเอง หลายครั้งเป็นการบิดเบือนต่อหลักกฎหมาย หลายครั้งก็มองข้ามกฎหมายไป แทนที่จะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของหลักกฎหมาย ดังนั้นจากการกระทำดังกล่าวของทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงนี้เป็นเพียงแค่การอ้างในคำพูดเพียงเท่านั้นและก็มิได้กระทำตามอย่างที่ตามมาตราของรัฐธรรมนูญซึ่งได้อ้างไว้
จัดทำโดย
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้อง ส.50 เลขที่ 35
วันรัฐธรรมนูญ
ชื่อกลุ่ม มาบตราพุด
หน้าที่ความรับผิดชอบ
1.ออกแบบร่วมกับกลุ่มทำโมเดลมาบตราพุด
2.ซื้อวัสดุและอุปกรณ์
3.ร่วมกับกลุ่มจัดทำโมเดล
4.การแสดงกล่าวบทกลอน
ในงานวันรัฐธรรมนูญนั้นในช่วงตอนเช้าก็จะมีการลงทะเบียนและการเปิดพิธีรวมไปถึงได้มีการจัดแสดงผลงานต่างๆของสาขาสังคมศึกษาและสาขารปส.โดยที่มีทั้งการจัดบอร์ดและการจัดแสดงเป็นโมเดลทั้งเขาพระวิหาร มาบตราพุดรวมไปถึงการวาดเรื่องราวออกมาเป็นภาพโปสเตอร์ต่างๆและรวมไปถึงในวันงานนั้นก็มีการจัดการแสดงทั้งละคร การอ่านบทกวี และรวมไปถึงการเต้นจินตลีลาและบรรยากาศภายในงานก็มีผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากและในการจัดงานในครั้งนี้เราก็ได้ทั้งความสนุกและก็ความรู้ได้ไม่น้อยเลยที่เดียวและในช่วงของตอนบ่ายก็จะเป็นการลงทะเบียนและรับใบความรู้และเข้าไปฟังการเสวนาที่จัดขึ้นเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญซึ่งในช่วงบรรยากาศในตอนบ่ายนี้จะเป็นการเน้นในเรื่องของทางด้านวิชาการซึ่งจะแตกต่างกับในช่วงตอนเช้าที่มีการแสดง ซึ่งในภาพโดยรวมแล้วนั้นในวันรัฐธรรมนูญนี้ก็ทำให้เราได้รับความรู้รวมไปถึงความสนุกและก็ได้ฝึกการทำงานร่วมกับกลุ่มได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
หน้าที่ความรับผิดชอบ
1.ออกแบบร่วมกับกลุ่มทำโมเดลมาบตราพุด
2.ซื้อวัสดุและอุปกรณ์
3.ร่วมกับกลุ่มจัดทำโมเดล
4.การแสดงกล่าวบทกลอน
ในงานวันรัฐธรรมนูญนั้นในช่วงตอนเช้าก็จะมีการลงทะเบียนและการเปิดพิธีรวมไปถึงได้มีการจัดแสดงผลงานต่างๆของสาขาสังคมศึกษาและสาขารปส.โดยที่มีทั้งการจัดบอร์ดและการจัดแสดงเป็นโมเดลทั้งเขาพระวิหาร มาบตราพุดรวมไปถึงการวาดเรื่องราวออกมาเป็นภาพโปสเตอร์ต่างๆและรวมไปถึงในวันงานนั้นก็มีการจัดการแสดงทั้งละคร การอ่านบทกวี และรวมไปถึงการเต้นจินตลีลาและบรรยากาศภายในงานก็มีผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากและในการจัดงานในครั้งนี้เราก็ได้ทั้งความสนุกและก็ความรู้ได้ไม่น้อยเลยที่เดียวและในช่วงของตอนบ่ายก็จะเป็นการลงทะเบียนและรับใบความรู้และเข้าไปฟังการเสวนาที่จัดขึ้นเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญซึ่งในช่วงบรรยากาศในตอนบ่ายนี้จะเป็นการเน้นในเรื่องของทางด้านวิชาการซึ่งจะแตกต่างกับในช่วงตอนเช้าที่มีการแสดง ซึ่งในภาพโดยรวมแล้วนั้นในวันรัฐธรรมนูญนี้ก็ทำให้เราได้รับความรู้รวมไปถึงความสนุกและก็ได้ฝึกการทำงานร่วมกับกลุ่มได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
จัดทำโดย
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้อง ส.50 เลขที่ 35
นางสาวโสภาวรรณ ศรีปัญญา
ห้อง ส.50 เลขที่ 35
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
